Skip to main content

Post#5-204: Quote เท่ๆ

Post#5-204:
Albert Einstein กล่าวไว้ว่า...

“Immagination is more imporatant than knowledge.”

หรือที่เราได้ยินจนชินหูว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” นั่นเองครับ

ถามตัวเองดูทีครับ...เราเชื่อที่ Einstein ว่าไว้มั๊ยเอ่ย?

ถ้าเชื่อ...ก็แปลว่า เราไม่ต้องเรียนหนังสือก็ได้ งั้นสิ?

...

เปล่าครับ...

Einstein น่ะ แค่บอกว่า “สำคัญกว่า”...ไม่ได้บอกว่า เราไม่ต้องเรียนหนังสือเพื่อให้มีความรู้ สักหน่อย

บ่อยครั้งและมากหน...เราก็มักจะตีความกันผิดๆ...พาให้เข้าใจผิดแบบ “เข้ารกเข้าพง” ไปเสีย

...

ถ้าค่อยๆ อ่าน และค่อยๆ ตีความ...เราจะพบว่า Einstein กำลังสอนเราว่า

เราจำเป็นต้องใช้จินตนาการต่อยอดจากความรู้ที่เรามี ต่างหาก

เพราะมีความรู้อย่างเดียว ก็เปรียบเสมือนตุนวัตถุดิบไว้ในตู้เย็น...ถึงมีเยอะก็ทำให้ท้องอิ่มไม่ได้

จนกว่า จะนำวัตถุดิบมาปรุงให้เป็นอาหารนั่นล่ะ...ประโยชน์จากวัตถุดิบจึงจะแสดงคุณค่าออกมา

แปลว่า ความรู้ที่เราเก็บไว้ในคลังสมอง จะกลายมาเป็นวิชาหาเลี้ยงชีพได้...ก็ต่อเมื่อเราจินตนาการออกว่า จะแปลงความรู้ไปในทางใด

...

การอ่าน Quote แล้วก็ตีความก็เช่นเดียวกันครับ

ไม่ใช่แค่อ่านเผินๆ แล้วก็แค่แชร์เอาเท่...

หากแต่เราต้องอ่านแล้วทำความเข้าใจ...พร้อมกับนำไปคิดต่อยอดให้เป็นประโยชน์กับตัวเราด้วย

เพราะไม่ว่าจะเป็น Quote จากนักปราชญ์ราชบัณฑิตจากไหนก็ตาม

...มันก็จะไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้นได้ ด้วยการแปะมันไว้บน Timeline แน่ๆ...

#NoteToSelf: 

  • จินตนาการไม่อาจจะถูกต่อยอดได้...หากขาดพื้นฐานความรู้ที่แข็งแรง
  • ไม่เริ่มจากพื้นฐาน...ก็อย่าหวังว่าจะเก่งกาจในระดับ “เทพ” ได้
  • การแปะ Quote เท่ๆ บน Timeline อาจช่วยให้เรา “ดูฉลาด”...แต่ไม่ได้ช่วยให้เรา “ฉลาดจริงๆ”
  • อย่าแสดงความฉลาดที่แท้จริงของตัวเอง...ด้วยการยก Quote เท่ๆ (ที่เราไม่เข้าใจถ่องแท้) มายกหางตัวเอง

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....