Skip to main content

Post#5-200: วันที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้นทำตามเป้าหมาย

Post#5-200:
เผลอแว่บเดียว ไตรมาสแรกของปี ก็กำลังจะโบกมือลาเราไปแล้ว...เวลาช่างติดปีกบินเสียจริงๆ นะครับ

ได้ประเมินกันบ้างมั๊ยครับ...ไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงานก็ตาม...เรายังทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้รึเปล่าหนอ?

ถ้าตั้งเป้าหมายไว้ หากแต่ไม่ขยันประเมิน...ก็ไม่ต่างจากเป็นการเสียเปล่านั่นล่ะครับ

เพราะมีแต่การประเมินอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เท่านั้น...จึงจะทำให้เราปรับปรุงหรือพัฒนาตัวเองให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

เมื่อประเมินตัวเองเทียบกับเป้าหมายแล้ว...ก็จะทำให้เรารู้ตัวเอง ว่าส่วนไหนทำได้ดีแล้ว หรือส่วนไหนที่เราต้องปรับปรุง

...

อีกเรื่องที่อยากกระซิบเตือนดังๆ ก็คือ

อยากให้ลองกลับไปดูบันทึกเป้าหมายให้ดีครับ...ยังมีเรื่องไหนอีกบ้าง ที่ยังไม่ได้เริ่มต้น “นับหนึ่ง”? เลย

เอาจริงๆ ทุกคนก็รู้ว่า “เวลา” น่ะ...เป็นทรัพยากรที่เราไม่อาจเก็บกักเอาไว้ได้เลย

ดังนั้น ก็แปลว่า...การปล่อยเวลาให้ผ่านไปวันหนึ่ง ก็คือการสูญเปล่า โดยทันที

...

ถ้าเวลาผ่านไปเกือบ 3 เดือน...แล้วเราก็ยังไม่ได้เริ่มต้นเสียที โดยที่เราก็ยังตอบตัวเองไม่ได้ ว่าเป็นเพราะเราขี้เกียจ หรือเป็นเพราะสาเหตุอื่นๆ แล้วล่ะก็...

ผมก็อยากจะบอกว่า...คงเป็นเพราะเรายัง “มุ่งมั่น” ไม่เพียงพอ เสียมากกว่า

อย่าลืมเสียล่ะครับ

...ว่าเป้าหมายที่ขาดการลงมือทำ...มันก็เป็นแค่ “ความฝันกลางวัน” เท่านั้นเอง...

#NoteToSelf: 

  • ถ้ามีเวลามาหาข้ออ้างที่จะไม่ลงมือทำตามเป้าหมายเสียที...อย่างน้อย ก็น่าจะมีเวลาเหลือมากพอที่จะเริ่มต้น “วางแผน”
  • ทุกคนตั้ง “เป้าหมาย” เป็น...แต่อย่าลืม ว่ามีไม่กี่คน ที่ไปถึง “เป้าหมาย” / อย่าถามว่า “เพราะอะไร”...เพราะเราเองก็รู้คำตอบนั้น “ดี”
  • จงจำไว้ว่า “วันที่ดีที่สุดที่จะเริ่มต้นทำตามเป้าหมาย” จึงไม่ใช่ “พรุ่งนี้”...แต่เป็น “เมื่อวานนี้” และดีรองลงมา ก็คือ “วันนี้” นั่นเอง

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....