Skip to main content

Post#5-191: ทำงานให้ดี

Post#5-191:
ผมพบตัวเองอยู่ใน Studio เพื่อถ่ายทำคลิปโปรโมทฯ งานชิ้นหนึ่ง...ซึ่งทีมงานปักหลักทำงานกันมาตั้งแต่ช่วงเช้า

เอาจริงๆ ภาพเคลื่อนไหวหรือภาพนิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอต่างๆ หรือ Magazine ต่างๆ แค่แว่บเดียวนี่...ใช้เวลาถ่ายทำนานเอาเรื่อง

ทุกฉากทุกตอนล้วนต้องถูกตระเตรียมและถ่ายทำซ้ำแล้วซ้ำอีก...เพื่อให้ภาพเพียงไม่กี่วินาที ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ข่าวร้ายก็คือ ผู้ชมอาจไม่ทันสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทีมงานบรรจงทำอย่างตั้งใจ หรือแม้จะสังเกตเห็น ก็อาจจะไม่ได้ใส่ใจเลยก็เป็นได้

...

กระนั้นก็ตาม...ทุกฉากทุกตอนก็ยังคงถูกพิถีพิถันอยู่อย่างนั้น

เพราะนั่นน่าจะเป็นวิถีทางเดียว ที่ทีมงานจะใช้แสดงถึงความรับผิดชอบต่อผู้ชม นั่นเอง

และอีกประการหนึ่ง...การทำทุกขั้นตอนอย่างใส่ใจเต็มที่ ก็เป็นการแสดงออกถึงความเคารพต่อหน้าที่ความรับผิดชอบของทีมงาน  ด้วยเช่นกัน

...

ด้วยเหตุผลที่ว่า...

ผมคิดว่า คนที่ใส่ใจในการทำงานอย่างเต็มกำลัง จึงเป็นผู้ควรค่าแก่การได้รับความยกย่อง

ลองคิดดูนะครับ...ว่าหากเราตั้งใจทำงานทุกอย่าง ด้วยหัวใจที่น่ายกย่องเช่นนี้ ทุกครั้งไปแล้วล่ะก็...

ผลงานที่ออกมาจะมีความยอดเยี่ยมขนาดไหน?

...

เมื่อเราทำงาน...จึงควรใส่ใจในผลลัพธ์ของงานให้มาก หมายถึง เราต้องมีความละอายที่จะปล่อยให้งานของเราออกมาแบบไร้คุณภาพ

เมื่อเรามีความทระนงในศักดิ์ศรี...เราก็จะให้ความสำคัญกับงานในความรับผิดชอบ

...เรียกว่า...ถ้าทำให้ออกมาดีไม่ได้ ก็อย่าทำเสียดีกว่า...ว่าอย่างนั้น...

#NoteToSelf:

  • ไม่ว่าใครจะสังเกตเห็นความใส่ใจในงานของเราหรือไม่...ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ / เพราะความสำคัญน่ะ อยู่ที่เราสังเกตตัวเองหรือไม่...ว่าใส่ใจในผลงาน พอหรือเปล่า?
  • คนอื่นไม่ให้ความสำคัญกับผลงานของเรา ก็เป็นเรื่องปกติ...แต่การที่เราไม่ให้ความสำคัญกับงานของตัวเอง ถือเป็นเรื่องปกติ ของพวกขี้แพ้
  • ถ้าขนาดตัวเราเองยังไม่ใส่ใจและให้ความสำคัญในงานของเรา...แล้วจะหวังให้ใครที่ไหน มาให้ค่าให้ราคาในผลงานของเรา?
  • หนึ่งในการดูถูกตัวเองที่ร้ายแรงที่สุด...ก็คือการทำงานแบบสุกเอาเผากินนั่นล่ะ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...