Skip to main content

Post#5-183: ผู้มีใจสูง

Post#5-183:
ความยุ่งเหยิงทั้งในเรื่องชีวิตประจำวัน และเรื่องงาน...มักเกิดจาก การที่คนเรา “ด่วนสรุปความ” ไปเอง

อาจจะแปลว่า คนสมัยนี้ ขาดการใช้สติในการวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องราว...เห็นหรือได้ยินมาอย่างไร ก็นำไปเผยแพร่, ส่งต่อ หรือพูดต่อ โดยทันที

ไม่แน่ใจว่าเกิดจาก ความต้องการที่จะบอกโลกว่า “ข้ารู้”, “ข้าเห็น” และ “ข้าทันกระแส” รึเปล่าหนอ?

...

การเชื่อทันทีโดยไม่พิจารณาหรือตรึกตรองให้ดีก่อน...มักจะก่อให้เกิดความเสียหายไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

ที่สำคัญ...ความเขลาหรือความมักง่ายในเรื่องดังกล่าว ก็มักจะไปสร้างความเสียหายให้กับบุคคลที่ 2 หรือบุคคลที่ 3...แทนที่จะเป็นตัวเราเอง

โดยมาก ถ้าเราไม่ตกเป็นผู้เสียหายจากเรื่องนั้นๆ...เราก็มักไม่ได้สำนึกหรือเฉลียวใจ และยังคงบอกต่อและส่งต่อความเข้าใจผิดนั้นๆ ไปเรื่อยๆ

ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าตัวเองเข้าใจผิด...บ่อยครั้ง ก็ทำให้ผู้อื่นเสียหายจนเกินจะเยียวยาไปแล้ว

แล้วเราก็ทำได้แต่เพียงบอกกับตัวเองเบาๆ ว่า เสียใจ...แต่ไม่กล้าพอที่จะไปบอกต่อและส่งต่อ ว่าเราเข้าใจผิดไปแล้ว

...

ซ้ำร้าย ที่คนเรามักจะเชื่อข้อมูลผิดๆ ในทางร้ายในทันที...หากแต่เป็นข้อมูลดีๆ คนเรากลับมีข้อสงสัยในใจ ว่า “มันจะจริงหรือ?”

ความอิจฉาที่ไม่ต้องการเห็นใครดีกว่าตัวเราแบบนี้...ก็อาจเป็นสัญชาตญาณดิบที่ฝังอยู่ในตัวสัตว์โลกอย่างเรา ก็เป็นได้

“มนุษย์” กับ “คน” นั้น เหมือนกันที่มีรูปกายภายนอก...และต่างกันอย่างมากที่ “รูปแห่งจิต”

ถ้าเราปล่อยให้ “สัญชาตญาณดิบ” มีอำนาจเหนือ “การตรึกตรอง” และ “จิตใจ”...เราจึงเป็นแค่ “คน”

...เพราะ “มนุษย์” แปลว่า “ผู้มีใจสูง”...

#NoteToSelf: 
  • เรามิควรและมิอาจ ปล่อยให้ตัวเราใช้ชีวิตแบบเป็นไปตาม “ยถา” แห่งสัญชาตญาณ เพราะนั่นคือทางสู่อบาย
  • เป็น “คน” แค่ร่างกาย...เป็น “มนุษย์” ต้องพรั่งพร้อมด้วยการ “รู้อยู่”, “รู้คิด” และ “รู้วาง”
  • เมื่อคน “รู้ละชั่ว” ก็พ้นจากความเป็น “อมนุษย์” และเมื่อคน “รู้ใฝ่ดี” จึงถึงพร้อมด้วยความเป็น “มนุษย์”

#กลอนเตือนใจจากท่านพุทธทาสภิกขุ

เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง 
เหมือนดั่งยูงมีดีที่แววขน 
ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน 

หากต่ำล้นแม้คนมิอาจเป็น

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....