Skip to main content

Post#5-186: ปัญหาวิ่งไล่...เพราะใครล่ะ ที่วิ่งหนี?

Post#5-186:
ผู้คนส่วนมากมักจะแก้ปัญหาด้วยการหลีกเลี่ยง หรือทำเป็นลืมปัญหาไปชั่วคราว...ซึ่งเอาจริงๆ ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องน่าเสียดาย

เพราะเท่าที่ผมทราบ คนที่จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต...ล้วนไม่มีนิสัยแบบนี้เลย

ก็เพราะการหลีกเลี่ยงหรือทำเป็นลืมๆ ปัญหาตรงหน้าไปเสีย...มันเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายมาก

และก็เพราะมันง่ายมากๆ นั่นไง...มันจึงเป็นหนทางที่คนที่ต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตไม่มีวันเลือกที่จะเดิน

...

ลองถามตัวเองดูทีครับ...

ว่าเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะเกิดขึ้นกับเราหรือคนรอบข้าง ก็ตาม...เราเลือกทำอะไรเป็นอย่างแรกครับ?

เลือกภาวนาให้ปัญหานั้น จบๆ ไป หรือผ่านพ้นไป โดยที่เราไม่ต้องลงมือรึเปล่า?

หรือเลือกที่จะรอให้มีใครสักคนมาช่วยแก้ปัญหาให้...โดยเราแกล้งไร้เดียงสาตีหน้าเซ่อ...ยกมือทาบอก...แล้วอุทานว่า

ไม่รู้เลยจริงๆ นะนี่ ว่ากำลังมีปัญหาอยู่?”

...

คนเราทุกคนล้วนต้องเจอกับปัญหา...ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง, ไม่วันใดก็วันหนึ่ง และไม่เกิดจากเราก็เกิดจากคนรอบข้าง

ลองนับดูครับ...ว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาจนถึงเวลานี้ 

กี่ครั้งที่เราเลือกหันหน้าสู้กับปัญหา?

และกี่ครั้งที่เราโยนผ้ายอมแพ้ หันหลังให้กับปัญหา?

...

มองไปรอบๆ ตัว ดูทีครับ...

ถ้าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ เลย ก็ลองถามตัวเองแบบจริงๆ จังๆ ดูหน่อย...

เรารู้ตัวเองมั๊ยหนอ...

ว่าควรเลือกสู้หรือหนีปัญหา กันแน่?

...

เราต่างก็รู้ดี...ว่าไม่มีนักมวยคนไหน ที่จะชนะได้ หากเอาแต่วิ่งหนีคู่ต่อสู้

หากคู่ต่อสู้ที่ว่า คือปัญหาชีวิต

...ทำไมเราถึงมัวคิดว่า วิ่งหนีมันไป หรือลืมๆ มันไป...เดี๋ยวก็ดีเอง?...

#NoteToSelf: 

  • ปัญหาก็เหมือนเงานั่นล่ะ...มองไม่เห็นใช่ว่ามันไม่มีอยู่ เมื่อแดดแรงหรือแสงส่อง เงาก็จะโผล่มาให้เห็น
  • ยิ่งวิ่งหนี เงามันยิ่งวิ่งไล่...แต่เมื่อไหร่ที่เราวิ่งไล่ นึกออกใช่มั๊ย ว่ามันกำลังวิ่งหนีเรา!!!
  • ปัญหาจึงมีไว้แก้...ไม่ใช่มีไว้กลุ้ม, ปัญหาจึงมีไว้ให้เราสู้...ไม่ใช่มีไว้หนี
  • จะมัวแต่หันหลังหรือหลับตาแกล้งมองไม่เห็นปัญหา...หรือหันหน้าแล้วลืมตาสู้กับมัน...เราต้องเป็นคนเลือกเอง!

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...