Skip to main content

Post#2-15: ทำงานหรือเรียนต่อ?

Post#2-15:
หลายเดือนก่อน ผมได้รับเชิญไปให้ความรู้นักศึกษาปริญญาตรี เกี่ยวกับเรื่องการหางาน

เป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับผม เพราะไม่ได้มีโอกาสฟังเสียงสะท้อนจากเด็กๆ มานานกว่าสิบปีแล้ว (แก่อ่ะ >"<)

หลังจากแชร์มุมมองและประสบการณ์ของผมในฐานะผู้จ้างงานแล้ว ก็เป็นช่วงถาม-ตอบ ซึ่งกินเวลาเป็นชั่วโมง

แต่คำถามที่ใช้เวลามากที่สุด จะอยู่ที่ 2 คำถามต่อไปนี้...

หนึ่ง...เรียนต่อเลยหรือทำงานแล้วค่อยมาเรียน จะดีกว่า?

สอง...เลือกทำงานกับบริษัทใหญ่หรือเล็ก แบบไหนจะดีกว่ากัน?

ต้องเรียกว่า เป็นคำถามยอดฮิตที่ผมโดนถามทุกครั้งที่คุยเรื่องนี้กับเด็กๆ และแน่นอนว่า คำตอบของผมเป็นแค่มุมมองส่วนตัวนะครับ

หนึ่ง...ถ้าเป็นผม ผมจะเลือกทำงานเก็บประสบการณ์ไปซักพักนึงก่อน แล้วค่อยเรียนต่อ ส่วนจะต่อเป็น MBA หรือ mini MBA ค่อยว่ากันอีกที (เคยเขียนไว้แล้วใน Post#240)

ถ้าถามว่าทำไม? ผมก็จะตอบว่า ส่วนใหญ่ที่เรียนต่อ เพราะคิดว่าจบโทแล้วจะได้งานที่ดีกว่า ได้เงินเดือนมากกว่า แต่ในความเป็นจริง ผู้จ้างให้ความสำคัญกับ "ประสบการณ์ทำงาน" มากกว่า "วุฒิการศึกษา"

ต่อให้คุณจบปริญญาโทมา คุณก็ไม่มีประสบการณ์ที่จะอยู่ในตำแหน่งซีเนียร์ นั่นแปลว่า คุณกำลังสมัครงานแข่งกับปริญญาตรี ซึ่งมีค่าแรงถูกกว่าคุณ

การทำงานไปก่อนแล้วค่อยเรียนต่อ มีข้อดีตรงที่เราจะเข้าใจ case study ได้ดีกว่า เพราะอาจเคยผ่าน case นี้มาแล้ว ส่วนเด็กที่เรียนต่อเลย จะเข้าใจเชิงทฤษฎี ซึ่งบางครั้งก็เอามาใช้งานจริงไม่ได้

ใครขยันมากพอ ก็อยากจะแนะนำให้เรียนภาคค่ำหรือวันหยุด และถ้าผ่านช่วงยากลำบากนี้ได้ คุณก็จะมีพร้อมทั้งคุณวุฒิและประสบการณ์ทำงานจริง

ซึ่งหมายความว่า จะหางานใหม่ที่มีค่าตอบแทนสูงกว่าได้ไม่ยาก (อย่าคาดหวังเอาใบปริญญามาต่อรองเงินเดือนกับที่ทำงานเดิมเพิ่มนะครับ เป็นไปได้ยากมากในทางปฏิบัติ)

ฝากไว้นิดสำหรับคนที่เรียนต่อ (ไม่ว่าจะเรียนต่อทันทีหรือทำงานก่อนแล้วค่อยมาเรียน ก็ตาม) ว่าเรียนเพื่อเอาวุฒิฯ กับเรียนเพื่อเพิ่มศักยภาพตัวเองน่ะ ต่างกันมากนะครับ

เรียนเพื่อเอาวุฒิฯ จบแล้วก็แค่ได้ใบปริญญาเพิ่มอีกใบ แต่ไปทำงานแล้วสมองกลวง ก็อย่าหวังว่าจะยั่งยืน...สุดท้ายเสียเงินเรียนฟรี แต่ค่าตอบแทนที่หวังน่ะไม่ได้ เพราะความสามารถตัวเองไม่ถึง

ส่วนเรียนเพื่อเพิ่มศักยภาพน่ะ ใบปริญญาเป็นผลพลอยได้ ส่วนความรู้เพื่อจะนำไปต่อยอดงานต่างหาก ที่เป็น "ของจริง"

เมื่อเราเป็นของจริง เงินที่ดีขึ้น และตำแหน่งงานที่สูงขึ้น จึงเป็นผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนเรียนต่อของเราครับ

พรุ่งนี้มาต่อข้อสองนะครับ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...