Skip to main content

Post#2-125: ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่า

Post#2-125:
ผมเชื่อว่า ใครๆ ก็ต้องใช้หมอนหนุนศีรษะเวลาเข้านอนในยามค่ำคืน

จะเป็นหมอนนุ่มหรือแข็งก็ไม่เกี่ยง จะเป็นหมอนขนเป็ดหรือขนห่านก็ไม่ใช่ประเด็น...แต่สรุปว่า ถ้าเมื่อไหร่ที่เข้านอน ต้องใช้หมอนกันทั้งนั้น

หมอนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไปซะไม่ได้โดยเด็ดขาดในยามนอน

แต่ถามว่า เวลาเราออกมาตามท้องถนน มีใครพกหมอนออกมาเดินเฉิดฉายหรืออวดชาวบ้านบ้างว่า "นี่ เป็นไง เจ๋งมั๊ยล่ะ หมอนขนเป็ดเชียวนะ"

ขืนใครทำแบบนั้น คงมีหวังถูกลงความเห็นว่า เป็นพวกสติไม่ดีเป็นแน่

...

ของบางอย่าง จึงต้องมีที่ทางและช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่มันจะแสดงคุณค่าในตัวออกมา อย่างเช่นหมอนที่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง

หมอนอาจมีคุณค่าสูงสุดในห้องนอนและช่วงค่ำคืน แต่จะกลายเป็นสิ่งที่เกะกะและเป็นภาระมาก หากเราพกออกมาตามท้องถนนในช่วงกลางวัน

...

ส่วนตัวแล้ว ผมว่าคนเราเอง ก็คล้ายๆ กับปรัชญาหมอนนี้...

ในยามที่เราทดท้อและคิดว่าตัวเราเองไร้ค่า หมดราคา ลองนั่งนิ่งๆ สงบใจคิดและทบทวนซักนิด...

เราอยู่ถูกที่ ถูกเวลา รึเปล่า?

...

สำหรับบางเวลา บางสถานที่ และกับบางคน...เราอาจเป็นคนที่ไม่มีค่า ไร้ซึ่งความหมาย และปราศจากความสำคัญ

แต่เชื่อมั่นเถอะครับว่า...สำหรับบางคน บางสถานที่ และบางเวลา...เราอาจเป็นคนที่มีค่าที่สุด เปี่ยมความหมาย และเป็นทุกอย่างของใครคนหนึ่งและสถานที่หนึ่งๆ ก็เป็นได้

...

การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีสติรู้คิด รู้ผิดชอบชั่วดี นั่นแปลว่า เรามีพันธกิจบางอย่างกับบางคน บางสถานที่ และบางเวลา อย่างแน่นอน

ถ้าตอนนี้ อ่อนแอ ทดท้อ และย่อถอย...ยิ้มให้กับคนในกระจกให้กว้างๆ เลยครับ...ยิ้มกับเค้า พูดกับเค้า แล้วเค้าก็จะยิ้มและพูดกับเราตอบ

เมื่อยิ้มได้แล้ว เติมกำลังใจให้ตัวเองพอแล้ว...ก็จงออกเดินทางตามค้นหาสถานที่ที่เหมาะกับเรา ช่วงเวลาที่ใช่สำหรับเรา และคนที่รอจะให้ความสำคัญกับเราให้เจอครับ

ถ้าเราไม่ย้ำกับตัวเองว่าเราไร้ค่า...ก็ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่าหรอกครับ...ผมมั่นใจอย่างนั้นจริงๆ

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....