Skip to main content

Post#2-139: ถกเถียงกันเรื่องอะไร

Post#2-139:
คืนวานนี้ ผมนั่งประชุมกับเพื่อนรุ่นน้องตั้งแต่ 4 ทุ่มครึ่งจนถึงตีหนึ่งกว่าๆ -"-

ประเด็นที่ต้องถกเถียง (ซึ่งผมขอเปลี่ยนเป็นใช้คำว่า "หารือ" ดีกว่านะครับ เพราะเป็นการคุยกันด้วยเหตุผล ไม่ใช่อารมณ์) ทำความเข้าใจกันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ความพยายามที่จะปรับตรรกะทางความคิดให้ตรงกัน

เพื่อนรุ่นน้องผมคนนี้ เป็น Genius ทางด้านบัญชีและการเงิน ส่วนผมมีความรู้ทางด้านนี้เท่าห่างอึ่ง แต่ผมก็ชดเชยด้วยความรู้และประสบการณ์ในเชิงปฏิบัติการที่เค้าอาจจะมีน้อยกว่า

สำหรับผมแล้ว การทำความเข้าใจในเชิงตรรกะทางความคิดนี้สำคัญมาก เพราะตรรกะจะเป็นตัวกำหนดแนวคิดทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ดังนั้นหากตรรกะของคนที่หารือกันอยู่ยังบิดเบี้ยวไม่ตรงกัน ก็ไม่มีทางที่จะทำความเข้าใจในเรื่องที่คุยกันได้โดยเด็ดขาด

ด้วยความที่เพื่อนรุ่นน้องของผมเป็นพวก Genius ดังนั้นผมจึงต้องใช้เวลาในการลำดับความคิดตัวเองให้เข้าใจเค้าค่อนข้างนาน เพราะสมองของ Genius จะคิดทุกอย่างเป็นองค์รวมแบบรวบยอดได้เร็วเกินกว่าสมองของคนธรรมดาอย่างผมจะตามทัน

...

ในการหารือกันนั้น มันเป็นเรื่องสำคัญที่ผมต้องเข้าใจตรรกะของคู่สนทนาให้ได้ก่อน ไม่งั้นผมก็จะไม่มีทางที่จะวิเคราะห์ได้ว่า ผมจะต้องยกประเด็นใดขึ้นมาหักล้างตรรกะของเค้าได้

และมันเป็นเรื่องยากมากสำหรับผม เพราะต้องคุมอารมณ์ในการสนทนาไปพร้อมๆ กับกำกับสมองให้เข้าใจในสิ่งที่อัจฉริยะเข้าใจ (แต่เรามึน) ไปพร้อมๆ กัน -"-

เวลาคุยกันใครก็ตามที่มี "ไม้บรรทัด" คนละ scale กับเรานี่ เราจำเป็นต้องคุม EQ ให้อยู่และปลุก IQ ให้ทำงานให้มากขึ้นครับ

หลังจากแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงตรรกะที่ว่าอยู่นาน เราก็สามารถเข้าใจตรรกะของแต่ละฝ่ายได้ และเมื่อหาจุดร่วมได้แล้ว จึงได้ขยับไปคุยถึงวิธีในการถ่ายทอดตรรกะให้ชัดเจน เพื่อที่เพื่อนรุ่นน้องของผมจะได้นำไปเสนอลูกค้าได้อย่างเหมาะสม

...

ระหว่างทางกลับบ้าน ผมใช้เวลาทบทวนถึงการหารือที่ผ่านมา และฉับพลันก็นึกถึงบทความหนึ่งที่ผ่านตาผมมานานมากแล้ว แต่จำได้แม่นยำว่ามาจากหนังสือของคุณประภาส ชลสรานนท์ (หนึ่งในนักเขียนในดวงใจ)

น่าเสียดายที่ผมจำไม่ได้ว่ามาจากหนังสือเล่มไหน แต่เนื้อความนั้นคุณประภาสเล่าถึงโสเครติส มหาปราชญ์ชาวกรีก ประมาณว่า "ก่อนที่เราจะถกเถียงกัน ขอให้เรามาทำความเข้าใจก่อนว่าเราถกเถียงกันเรื่องอะไร"

ที่เค้าว่า "ไปไหนมาสามวาสองศอก" ก็เกิดจากการเข้าใจเรื่องที่คุยกันไปคนละอย่างนั่นล่ะครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...