Skip to main content

Post#2-128: เกียรติยศของมืออาชีพ

Post#2-128:
บ่ายแก่ๆ วันนี้ ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับน้องคนหนึ่ง ถึงเรื่องที่อยู่ดีๆ เธอก็ลาออกจากงาน ทั้งๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานได้แค่ประมาณ 2 เดือน

ตลอด 10 กว่าปีที่รู้จักกัน น้องเค้าเป็นคนที่ตั้งใจทำงานมากคนหนึ่ง หนักเอาเบาสู้ ไม่เกี่ยงงาน แต่เหตุไฉนถึงออกจากงานนี้เร็วนัก?

แต่หลังจากฟังเธอเล่าแล้ว ผมก็ได้แต่เห็นด้วยว่า เธอตัดสินใจไม่ผิด และแน่นอนว่าผมเชื่อว่าเธอไม่ได้เล่าเรื่องเท็จให้ผมฟัง เพื่อให้ตัวเองดูดี

...

บริษัทที่เธอเพิ่งลาออกมา มีการประเมินพนักงานครบ 60 วัน และ 120 วัน ซึ่งเรื่องเกิดขึ้นที่การประเมิน 60 วันนี่ล่ะครับ

ผลปรากฏว่า เธอได้คะแนนประเมินที่ E (คือต่ำสุด) ในทุกหัวข้อประเมิน ซึ่งเธอถึงกับอึ้งเพราะการประเมินที่เธอได้คะแนนแบบนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตลอด 10 ปีที่เธอทำงานมา

เมื่อเธอถามถึงเหตุผลที่ได้คะแนนที่ว่า ห้วหน้าของเธอซึ่งเป็นระดับผู้อำนายการฝ่าย ไม่สามารถให้คำตอบและเหตุผลที่เป็นรูปธรรมได้ บอกเพียงแค่ว่า "พี่รู้สึกว่าน้อง ทำไม่ได้หรอก"

เธอบอกว่า เธอทำใจได้ถ้านายรู้สึกว่า เธอทำได้ไม่ดี เพราะการประเมินก็คือการสะท้อนว่านายมองว่าเธอทำงานยังไง แต่ที่เธอรับไม่ได้เพราะ หัวข้อในเรื่องวินัยในการทำงาน ซึ่งเธอไม่เคยลางาน ขาดงาน หรือไปสาย แม้แต่วันเดียว

เธอว่า หัวข้อการประเมินอื่นๆ นายอาจจะมีเหตุผลและมุมมองที่มองว่าผลงานของเธอไม่เข้าตา แต่เรื่องเวลาในการมาทำงานนี่ มันมีหลักฐานอยู่อย่างชัดเจน แล้วเธอจะได้ E ได้ยังไง

ว่าแล้ว เธอก็สรุปว่า เธอไม่สามารถยอมรับความไม่เป็นธรรมของการประเมินแบบนี้ได้ และขอลาออก

คราวนี้ นายของเธอเป็นฝ่ายอึ้งบ้าง เพราะไม่นึกว่าเธอจะใจเด็ดขนาดนี้ และกลับเป็นฝ่ายเสนอว่า อย่าออกเลย จะเปลี่ยนเกรดการประเมินให้ O_o"

...

ในชีวิตจริงของการทำงาน เราแยกแยะออกหรือไม่ครับ ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่อง "ยอมทน" และเรื่องไหนเป็นเรื่อง "ไม่ควรทน"?

ถ้าเธอยอมให้กับเรื่องที่ผิดตรรกะและหลักการอย่างเรื่องการประเมินนี้ มีหรือที่เธอจะทำงานที่นั่นได้อย่างมีความสุข?

สำหรับการเป็นมนุษย์เงินเดือน ค่าตอบแทนอาจจะสำคัญมาก แต่ก็ต้องพิจารณาด้วยว่า เวลาได้รับค่าตอบแทนนั้น เรารับมันด้วยความเต็มใจและภูมิใจ หรือต้องก้มหน้ารับมันด้วยความอดสูและไร้เกียรติ

มูลค่าของเงินที่ได้รับ กับคุณค่าของเงินที่ได้รับ ไม่ได้เท่ากันเสมอไปนะครับ

เราทำงานแลกค่าตอบแทน ไม่ใช่ไปขอเงินใครฟรีๆ ดังนั้น ถ้าต้องก้มหัวให้กับมูลค่าของเงิน โดยมิได้คำนึงถึงเกียรติที่สมควรจะได้รับจากการทำงานแล้วละก็...เราจะหาความเคารพตัวเองได้จากไหน?

ถ้าขาดความเคารพในตัวเอง...ก็แล้วจะหวังให้ใครมาให้ความเคารพในตัวเรา

...

ผมไม่ได้ชี้นำให้ยึดติดกับเกียรติยศหรือหน้าตา แต่แค่ติงให้รู้ว่า เราไม่ควรลืม "ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมืออาชีพในการทำงาน"

"นกดี" ย่อมเลือกกิ่งไม้เกาะฉันใด เราควรรู้ว่านายแบบไหนที่ควรทำงานให้ฉันนั้นครับ

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....