Skip to main content

Post#3-186: CRM ห้องแถว

Post#3-186:
เที่ยงนี้ผมมีโอกาสไปประชุมกับอดีตเจ้านาย เลยถือโอกาสแวะทานกลางวันที่ร้านเจ้าประจำ ซึ่งเป็นร้านห้องแถวขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่งทั่วๆ ไป

ที่ว่าเป็นร้านเจ้าประจำก็เพราะไปทานบ่อยเสียจนสนิทกับลูกสาวและลูกสะใภ้ของเจ้าของร้าน ซึ่งทุกคนในละแวกนั้นเรียกว่า "อาม่า"

ที่ดีเลิศกว่า "รสมือ" ก็เห็นจะเป็นรอยยิ้มและอัธยาศัยของอาม่า รวมไปถึงของลูกสาวและลูกสะใภ้ของอาม่าด้วย

นั่นเองทำให้ร้านห้องแถวนี้ เป็นร้านที่ไม่ธรรมดาสำหรับผม...โดยเฉพาะลูกสาวอาม่า ที่กลายมาเป็นเพื่อนรุ่นน้องที่ชอบพอนิสัยกัน

...

ทุกครั้งที่ไปทาน ผมจะเห็น J (ชื่อสมมติ) ง่วนอยู่กับการปรุงก๋วยเตี๋ยว, เก็บโต๊ะ, เก็บเงิน, เสิร์ฟน้ำ และอีกสารพัด...เรียกว่า ยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจเลยก็ว่าได้

แต่ผมก็ไม่เคยเห็น J ทำหน้าบึ้ง...มีแต่เห็นรอยยิ้มเปื้อนหน้าอยู่เสมอ

แน่นอนว่า นอกจากรสมือแล้ว นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ไม่ใช่แค่ผมที่ชื่นชมน้อง หากแต่ลูกค้าทุกๆ คนก็ชื่นชอบอัธยาศัยของ J เช่นกัน

ช่วงเทศกาลต่างๆ ทั้ง J และลูกสะใภ้อาม่า (ที่รับผิดชอบอาหารตามสั่งที่อร่อยสุดยอด) ก็จะมีของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไว้แจก "ลูกค้าเจ้าประจำ" ให้เป็นที่น่าประทับใจ

เป็น CRM ห้องแถว ที่มาจากคนทำอาหารชั้นปัญญาชนของ ทั้ง J และ Y (ชื่อสมมติของลูกสะใภ้อาม่า)

ที่สำคัญ...มันเป็น engagement ที่ออกมาจากใจ มากกว่าที่จะทำตามที่ตำราทั่วไปสอนเอาไว้

...

ทุกครั้งที่ผมพาน้องๆ ไปทาน, ผมชอบที่จะบอกให้น้องๆ ดู J เป็นแบบอย่างของความตั้งใจและทุ่มเททำงานอย่างไม่รู้เหนื่อย

บางคนอาจจะเถียงว่า ก็เพราะ J เป็นเจ้าของ ก็เลยทุ่มเทนะสิ...ผมก็ไม่เถียงครับ

แต่การทุ่มเททำงานหนักไปพร้อมๆ กับยิ้มแย้มออกมาจากใจนี่สิ...ที่เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและทำตามจริงๆ

...

ผ่านไปเกือบ 2 ปี, ถึงวันนี้ อาม่า, J และ Y ก็ยังวุ่นวายอยู่กับการปรุงอาหารให้กับลูกค้า...และแม้จะยุ่งแสนยุ่ง ทั้งหมดก็ยังต้อนรับผมด้วยรอยยิ้มเหมือนเดิม

แม้ไม่ได้คุยอะไรด้วยมาก เพราะผมไม่อยากรบกวนเวลาของพวกเธอ แต่อย่างน้อยผมก็ได้มีโอกาสแวะไปอุดหนุนน้อง...ให้รู้ว่าผมยังระลึกถึงไมตรีที่มีให้แก่กัน

ว่างเมื่อไหร่...ก็จะไปอุดหนุน และแอบลักจำ "CRM ห้องแถว" อีกนะครับ

#ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟก๋วยเตี๋ยวขาหมูเพชรบุรี42

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...