Skip to main content

Post#3-340: Superhero ของลูก

Post#3-340:
มื้อค่ำนี้ ผมมีโอกาสได้พาแม่ยายออกมาทานข้าวฉลองวันแม่ พร้อมกับลูกสาวและภรรยา...

แม่ยายผมเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาวๆ และกลายเป็น Single Mom ที่เลี้ยงลูกถึง 3 คน มาเพียงลำพัง โดยไม่ได้มีคู่ครองใหม่

เธอจึงเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ Single Mom ที่ผมถือว่า เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีพลังฮึดมากที่สุดในจักรวาล

หรือถ้าจะสรุปว่า Single Mom เป็น species ที่ใกล้เคียงกับเหล่า Superhero ในจักรวาล Marvel ก็ไม่น่าจะผิด ^^

เนื่องเพราะ Single Mom นั้น มีพลังฮึดทางกายที่มากมาย และเหนือล้ำกว่านั้น คือมีพลังฮึดทางใจที่แข็งแกร่งที่สุด...ด้วยต้องทำหน้าที่เป็นทั้งพ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน

...

ว่าอันที่จริง Single Mom นั้น อาจจะถือเป็นหนึ่งในบททดสอบที่ยากที่สุดบทหนึ่งสำหรับ "มนุษย์แม่"

เลี้ยงลูกไปพร้อมกับเลี้ยงชีพ แถมพ่วงด้วยต้อง (หล่อ) เลี้ยงใจ ของตัวเอง ให้พาทุกชีวิตไปสู่อนาคตข้างหน้าได้...ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดาๆ จะทำได้

ดังนั้น แม้ว่าภรรยาของผมจะโชคร้ายที่ลืมตาดูโลกมาโดยที่ไม่มีโอกาสเจอพ่อ (เพราะท่านขึ้นสวรรค์ไปเสียก่อน) แต่ก็ต้องนับว่าเธอโชคดีที่สุดที่มีแม่ผู้เป็น Single Mom สายพันธุ์ Superhero เช่นแม่ยายของผม

...

สตรีนางใดที่ต้องแยกจากคู่ครองของตน ทั้งๆ ที่มีลูกด้วยกัน...ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย จะจากดีหรือจากร้าย...เธอย่อมจะต้องมีความอาดูรอยู่ในดวงจิต

ฉะนั้น การที่ต้องกลายเป็น Single Mom จึงถือเป็นความไม่ธรรมดาอย่างที่ว่า

ก็ผู้หญิงที่ "เลือก" จะมีชีวิตอยู่ได้ด้วยตัวเองไปพร้อมๆ กับดูแลลูกให้เติบใหญ่ไปด้วย...หากไม่น่าเรียกว่า "น่ายกย่อง" แล้ว...ผมก็นึกไม่ออกว่า จะให้เรียกว่าอะไร?

Single Mom จึงถือเป็นผู้หญิงที่ควรค่าแก่การยกย่องที่สุด...เพราะเป็นบุคคลที่มีศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็น "แม่" อย่างสมบูรณ์แบบ

...

ในทางวิทยาศาสตร์ พลังที่จะนำเราข้ามมิติที่ 4 ไปได้ ก็คือพลังที่เกิดจากการรวมปฏิกิริยาของสสารและปฏิสสาร...จนกลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่เกินจะจินตนาการได้

มิน่าล่ะ...ก็เพราะ Single Mom มี "พลังความอ่อนโยนของผู้เป็นแม่" กับ "พลังความเข้มแข็งของผู้เป็นพ่อ" อยู่ร่วมกันนั่นเอง

...จึงทำให้ Single Mom เป็น Superhero ที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล...

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....