Skip to main content

Post#3-358: หมั่นเช็คความเข้าใจเป็นระยะ

Post#3-358:
บ่ายวันนี้ ผมมีเหตุต้องเรียกประชุมทีมงานมาทำความเข้าใจร่วมกันอีกครั้งในเรื่องเดิมที่เคยคุยกันไปแล้วไม่ต่ำกว่า 4-5 รอบ

แม้ผมจะเหนื่อยใจกับการต้องพูดเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า...แต่ก็เข้าใจดี ว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาเหลือเกินสำหรับการทำงานกับคนหมู่มาก

ส่วนใหญ่แล้ว เวลาถามทีมงานว่า "เข้าใจมั๊ย?" ก็มักจะได้ยินคำตอบว่า "เข้าใจ" เสมอ

แต่เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ให้อธิบายซ้ำในสิ่งที่บอกว่า "เข้าใจ"...น้อยกว่า 50% ที่สามารถอธิบายได้โดยไม่ผิดเพี้ยน

...

ต่อให้มีการทำบันทึกการประชุมไว้ ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกคนจะเข้าใจตามที่บันทึกไว้ ได้ถูกต้องตรงกัน

โดยส่วนใหญ่แล้ว...ทีมงานก็มักจะตีความตามที่ตัวเอง "อยากจะให้เป็น" ไม่ใช่ "ตามที่ต้องเป็น"

ดังนั้น ที่เมื่อใดก็ตาม ผมพบว่า ผลลัพธ์ของงานเกิด "เพี้ยน" ไปจากที่คาดการณ์...ผมก็มักจะเรียกประชุมเพื่อสอบทานความเข้าใจของทีมงาน

และครั้งใดก็ครั้งนั้น...ที่ผมพบว่า ส่วนใหญ่ของความผิดเพี้ยนนั้นๆ เกิดจากการไม่ทำตามขั้นตอนที่สรุปร่วมกัน แต่มักจะเฉไฉไปตามความสะดวก (หรือความมักง่าย) ของแต่ละคน

...

ยิ่งมีฝ่ายหรือแผนกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ มากขึ้นเท่าใด, แนวทางที่กำหนดร่วมกันไว้ ก็ยิ่งจะคลาดเคลื่อนมากขึ้นเท่านั้น

ที่เป็นแบบนี้ เพราะผู้ปฏิบัติงานมักมองแต่งานตรงหน้าของตัวเอง...คิดเองและเออเองว่า ถ้าเปลี่ยนขั้นตอนหรือวิธีทำงาน "นิดๆ หน่อยๆ" ก็ไม่น่าเป็นอะไรนี่

อาจจะจริงที่ว่า "นิดๆ หน่อยๆ" นั้น ไม่ส่งผลกับผู้ปฏิบัติ แต่อาจส่งผลมหาศาลต่อหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (อ่าน Post#2-247 เพิ่มดูนะครับ)

...

ใครที่อยู่ในบทบาทที่ต้องดูแลภาพรวมของทั้งองค์กร...ก็ขอให้อย่าได้ "ละเลย" กับการต้องเรียกประชุมทำความเข้าใจร่วมกันเป็นระยะๆ

ไม่ว่าจะเบื่อ, เซ็ง, เหนื่อย หรือหงุดหงิด...ยังไงเสีย เรื่องความผิดเพี้ยนเหล่านี้ ก็ไม่มีวันหมดไปได้

...ตั้งเข็มทิศเพี้ยนไปเพียงองศาเดียว ปลายทางย่อมห่างไกลไปจากจุดหมาย ฉันใด การปล่อยให้ทีมงานทำงานผิดเพี้ยนไปจากแนวทางที่กำหนดไว้ ก็จะทำให้ผลลัพธ์เบี่ยงเบนไปมหาศาล ฉันนั้น...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...