Skip to main content

Post#3-349: Nice to know vs Need to know

Post#3-349:
หนึ่งในรายการทีวีที่ผมชอบดูที่สุดก็คือ รายการ "TV Champion" และรายการ "แฟนพันธุ์แท้"

ไม่รู้ทำไมจู่ๆ วันนี้ ผมก็อยากจะดูทั้ง 2 รายการนี้ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น...ว่าแล้วก็พึ่งพา Youtube

ทั้ง 2 รายการ มีจุดร่วมกันก็คือ การเฟ้นหาคนที่สุดยอดในแต่ละหัวข้อ มาแข่งกัน...ซึ่งบางครั้ง คำถามยากขนาดที่ผมต้องอุทานว่า "จะรู้ไปทำไม"

...

เมื่อใดก็ตามที่คำถามที่ว่า "จะรู้ไปทำไม" ดังขึ้นในหัวนั้น...นั้นนับเป็นสัญญาณเตือนที่กระตุกให้เราคิดต่อ

...ว่าข้อมูลต่างๆ ที่เรากำลังรับรู้นั้นน่ะ เป็นข้อมูลที่ "nice to know" หรือ "need to know"

ข้อมูลที่ nice to know นั้น วันหนึ่งข้างหน้า ก็อาจกลายเป็นประโยชน์ก็เป็นได้...แต่ ณ วันนี้ มันยังเป็นได้อย่างมากก็เพียงแค่ knowledge

แต่ข้อมูลที่เรา need to know นั้น เป็นอะไรที่บางครั้งกระตุกให้เราคิดตามและคิดต่อ...และทำให้ information (ข้อมูล) นั้น แปลงสภาพเป็น knowledge และในที่สุด ก็จะพัฒนาต่อไปเป็น wisdom ได้

...

สำหรับผมแล้ว ข้อมูลที่ nice to know ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องสูญเปล่าเสียทั้งหมด

ที่จริงต้องบอกว่า ข้อมูลนั้นจะเป็น nice to know หรือ need to know นั้น...ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวข้อมูลเอง

หากแต่อยู่ที่ผู้ได้รับข้อมูล...ว่านำข้อมูลนั้นมาตีค่าและประมวลผลอย่างไร มากกว่า

...

ผู้เข้าแข่งขันทุกๆ คนจากทั้งรายการ TV Champion และรายการ แฟนพันธุ์แท้...ต่างก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วครับ

ว่าบางครั้งข้อมูลที่ไม่รู้ว่าจะรู้ไปทำไม...ก็กลับกลายเป็นข้อมูลที่ทำให้พวกเค้าได้รับการยกย่องว่าเป็น Champion หรือเป็นแฟนพันธุ์แท้ อย่างเต็มภาคภูมิ

ก่อนจะสรุป ก็ออกตัวก่อนครับ ว่าไม่แน่ใจว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ จะเคยได้ยินบ้างมั๊ย...แต่คนรุ่นผมคงยังพอจำบทอาขยานที่ท่องกันสมัยเด็กๆ ได้

...อันความรู้รู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล...

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...