Skip to main content

Post#4-359: บุคคลากรที่อยู่ในหมวดของการลงทุน

Post#4-359: 
ในแต่ละวัน ผมต้องเดินทางไปโน่นมานี่หลายต่อหลายที่เหลือเกิน...รวมๆ แล้ววันหนึ่ง ก็นับได้เป็นร้อยกิโลฯ

โชคดีที่ผมมีพนักงานช่วยขับรถให้...ทำให้ผมมีโอกาสได้ใช้เวลาระหว่างเดินทางทำอะไรได้มากมาย ไม่ว่าจะทำงานนั่น นู่น นี่, อ่านหนังสือ, เล่น Game หรือแม้กระทั่งงีบหลับพักสายตา

แม้ว่าต้นทุนของการจ้างพนักงานขับรถจะ "ไม่ถูก"...แต่การตัดสินใจจ้างพนักงานขับรถ เป็นเรื่อง "ถูก"

...

งานที่ผมรับผิดชอบมีค่อนข้างหลากหลาย...ผมจึงจำเป็นที่จะต้องมีทีมงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่า หลายๆ เรื่อง หลายๆ อย่าง ย่อมจะดีกว่าแน่ๆ ถ้าผมลงมือทำเอง...แต่ผมก็ไม่มีทั้งเวลาและเรี่ยวแรงที่จะไปทำทุกเรื่องได้ทั้งหมด

แม้ว่า การมอบหมายงานให้ทีมงานทำ อาจจะทำได้แค่ 60%-70% ของความคาดหวัง...แต่ก็ต้องอย่าลืมว่า 70% ของเรื่องต่างๆ เป็นสิบๆ เรื่อง ย่อมจะดีกว่า 100% ของสองสามเรื่อง

...

ทั้งสองเรื่องที่ผมเล่ามา...ดูเผินๆ เหมือนจะไม่เกี่ยวกันเลย แต่แท้จริงแล้ว มันก็คือเรื่องของการลงทุนในตัว "บุคคลากร"

นี่เอง ที่เราจำต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษในการที่จะคัดเลือกใครก็ตามมาทำงานด้วย...

เพราะถ้าเราได้คนที่ "ใช่" มาทำงาน...เงินที่เราจ่ายไป จะจัดไว้ในหมวดของ "การลงทุน"

แต่หากเราคัดคนมั่วๆ มาร่วมงาน...เงินที่เราจ่ายไป ก็ควรจะถูกจัดไว้ในหมวดของ "ค่าใช้จ่าย"

ใครที่อยู่ในระดับผู้บริหาร จึงต้องเรียนรู้และฝึกฝนให้เชี่ยวชาญในเรื่อง Job Delegation

...หาคนที่ "ใช่" มาร่วมงาน...ส่วนเราต้องทำหน้าที่บริหารและดูแล "คนที่ใช่" ไว้ให้ได้...

#NoteToSelf: 

  • การบริหารงาน ก็คือการบริหารคน, บริหารเงิน และบริหารเวลา
  • รับทีมมาทำงาน ไม่ต่างจากคัดคนมาเป็นแฟน...ดังนั้น จงใช้เวลาเลือกให้มาก และเมื่อเลือกได้ ก็จงรักษาเค้าไว้ให้ดี
  • อย่าคิดว่ามีเงินอย่างเดียว คิดจะจ้างใครก็ได้...คนที่ไม่ได้ทำงานโดยเห็นเงินเป็นใหญ่ มีอีกมาก และส่วนมาก นั่นแหละคือ "คนที่ใช่"
  • จงหาคนที่ "รักงาน" และจงทำให้เค้า "รักที่จะทำงานกับเรา"...เมื่อเค้าเจอ "งานที่ชอบ" และ "นายที่ใช่" เมื่อนั้น เราจะเป็นเจ้านายที่มีความสุขมากๆ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...