Skip to main content

Post#4-350: Apple 2 ลูก

Post#4-350:
หลายคนคงจะเคยตัดสินใจหรือตัดสินคน แบบที่เรียกว่า "เร็วไปนิด"...แล้วทำให้ต้องมาเสียใจทีหลังกันบ้างนะครับ

เอาจริงๆ จะบอกว่าเป็นเรื่องธรรมดาก็คงว่าได้ เพราะบางครั้งรูปการณ์มันก็ส่อให้เราเข้าใจผิดไปได้จริงๆ เสียด้วย

แม้ว่าใครๆ ก็อาจจะตัดสินใจหรือตัดสินคนเร็วไปบ้าง...แต่ไม่ใช่ทุกคนจะรู้จักสำนึกผิดที่ตัดสินผิดพลาดไป

...

ลองดูเรื่องต่อไปนี้เป็นตัวอย่างครับ

เด็กน้อยถือ Apple 2 ลูกอยู่ในมือ

แม่ของเธอถามว่า "ขอ Appleให้แม่ 1 ลูกได้มั๊ยคะ?"

เด็กน้อยมองหน้าแม่...ทันใดนั้น เธอก็กัด Apple 1 คำ ทั้ง 2 ลูก

พักไว้ตรงนี้ก่อนนะครับ...ผมจะถามว่า ถ้าคุณเป็นแม่ ความรู้สึกที่เห็นลูกทำแบบนี้ จะเข้าใจว่ายังไง?

ใครได้คำตอบแล้ว ก็อ่านต่อเลยครับ

...

ฝ่ายแม่ก็พยายามจะไม่แสดงความผิดหวังในการกระทำของลูกสาวออกมา

ทันใด...เด็กน้อยก็ยื่น Apple ที่กัดแล้วให้แม่ 1 ลูก พร้อมบอกแม่ว่า 

"ลูกนี้หวานกว่าค่ะ แม่!"

...

ตอนท้ายของเรื่องเล่าที่ผมหาที่มาไม่เจอ สรุปไว้ว่า 

ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร...อย่าตัดสินคนเพียงแว่บแรกที่เห็น 

ให้เวลาเขาได้อธิบายเหตุผลบ้าง...บางทีสิ่งที่เราเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เขาเป็นจริงๆ ก็ได้

...

อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าแม่ด่วนตัดสินลูกสาว ก่อนที่ความจริงจะปรากฏ?

ความหวังดีที่สวยงามอาจมิได้ผลิบานออกมา...หากก่อนหน้าประโยคทองคำของเด็กน้อย คือความโกรธเกรี้ยวด้วยความเข้าใจผิดของแม่

ดังนั้น ผมก็ออกจะเห็นด้วยกับข้อสรุปไม่น้อย...ว่าเราไม่ควรด่วนตัดสินใคร ถ้ายังไม่มั่นใจจริงๆ

บ่อยครั้งเหลือเกิน ที่ชีวิตของเราต้องวุ่นวาย หรือเราอาจทำให้ชีวิตของคนรอบข้างต้องหมองหม่น...เพียงเพราะการ "ทึกทักเอาเอง" ของเรา

...ความสวยงามของเรื่องที่ดูเหมือนจะเลวร้าย อาจกำลังจะเกิดขึ้นก็เป็นได้ครับ...ลองดึงอารมณ์ของเราไว้อีกนิดดูที...

Cr: Forwarded Mail ที่ไม่ทราบคนแต่ง

#NoteToSelf: 

  • หลวงปู่ชา สุภัทโท เคยเทศน์สอนไว้ว่า "เวลาโกรธขึ้นมา จะดอกเตอร์ หรือ .4 ก็โง่พอๆ กัน"...แปลว่า หากคุมสติไม่ได้ ปัญญาก็เตลิดหนีไปหมด
  • ถ้ามีเรื่องไม่เข้าใจ...ทางที่ดีก็ควรถามให้รู้แน่...อย่า "ทึกทัก" เอาเอง
  • ส่วนใหญ่แล้ว...เรื่องวุ่นวายต่างๆ มันเกิดก็เพราะคิดมาก, คิดไปเอง และไม่รู้จักคิด นั่นล่ะ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...