Skip to main content

Post#4-345: เมื่อต้องอยู่ในวงสนทนาของผู้ใหญ่

Post#4-345:
เมื่อช่วงบ่ายที่ผ่านมา ผมได้บารมีเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่ง พาเข้าไปพบ "ผู้บริหารใหญ่" ท่านหนึ่ง...เพื่อหารือความเป็นไปได้ทางธุรกิจ

ผมใช้เวลาเพียง 30 นาที เพื่อนำเสนอ...และใช้เวลาอีกกว่า 30 นาที ในการเป็นผู้ฟังบทสนทนาระหว่างผู้ใหญ่

นับว่าท่านกรุณาผมเป็นอย่างมาก ที่ให้โอกาสผมนั่งฟังอยู่ด้วย...และนั่นทำให้ผมได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย ในช่วงระยะเวลาแค่สั้นๆ

...

หากใครมีโอกาสได้ร่วมอยู่ในวงสนทนาของผู้ใหญ่...ผมแนะนำให้นั่งสำรวมกาย, ใจ และถ้อยคำ พร้อมกับตั้งใจฟังให้ดีๆ

บางครั้งท่านอาจจะคุยเรื่องที่เราไม่เคยเข้าใจมาก่อน, บางครั้งท่านก็อาจจะคุยเรื่องสัพเพเหระตลกโปกฮา หรือบางครั้งท่านก็อาจจะคุยเรื่องบ้านเมืองที่เคร่งเครียด

ไม่ว่าจะฟังท่านคุยเรื่องอะไร...ผมค่อนข้างจะมั่นใจว่า เราจะได้มุมมองใหม่ๆ ที่เราไม่เคยมองเห็นมาก่อนแน่ๆ เพราะมุมมองของผู้ใหญ่ที่มีต่อเหตุการณ์ต่างๆ ย่อมมี "มิติ" ที่เหนือกว่าเรามาก

คงคล้ายๆ กับว่า ท่านกรุณาให้เรายืมใช้ "กล้องจุลทรรศน์" ของท่าน ที่มีกำลังขยายมากกว่าของที่เราใช้อยู่

เมื่อกล้องมีกำลังขยายมากกว่า...เราก็ย่อมมองเห็นความลึกของเหตุการณ์ได้มากขึ้น ยังไงล่ะครับ

...

การได้เรียนรู้ถึงกระบวนทัศน์ที่เหนือกว่าขั้นปกติที่เราคุ้นชินอยู่...จึงถือเป็นการขัดเกลาตัวเราให้มีศักยภาพในการมองปัญหาใน "มิติ" ที่เหนือขึ้นไป

ดังนั้น การที่เราได้ร่วมวงสนทนากับผู้ใหญ่ จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้ซึมซับกระบวนทัศน์ที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป...ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาที่เราไม่ควรจะปล่อยให้สูญเปล่าไปเสีย

บ่อยครั้งที่ท่านก็ใช้ช่วงเวลาแบบนี้ "แอบ" สอนเรากลายๆ อยู่เหมือนกันนะครับ...ซึ่งเป็นกุศโลบายในการสอนเรา "แบบเหมือนจะไม่ได้ตั้งใจ"

...

เมื่อมีโอกาสแบบนี้...

จงบอกตัวเองให้ "ฟัง" อย่าปล่อยให้เป็นแค่ "ได้ยิน", จงบอกตัวเองให้ "คิดตาม" อย่าปล่อยให้เป็นแค่ "จดจำ"

...และจงแปลงข้อมูลที่ได้ฟังและคิดตามให้กลายเป็น "องค์ความรู้" เพื่อนำมาต่อยอดให้ตัวเรา "เก่ง" ขึ้น นะครับ...

#NoteToSelf: 

  • มารยาทในการร่วมอยู่ในวงสนทนาของผู้ใหญ่ ก็คือ จงอย่าได้เผลอแสดงความเห็น ถ้าท่านไม่ได้ถาม...อย่าลืมว่า เราอยู่ในฐานะ "ผู้ฟัง" เท่านั้น
  • มองหาสัญญาณด้วย ว่าท่านอยากให้เราเป็นฝ่าย "ลุก" ออกจากวง โดยที่ท่านไม่ต้อง "เอ่ยปาก" หรือไม่
  • ห้ามเล่นมือถือ, จดโน้ต หรือคุยสาย ในวงสนทนาของผู้ใหญ่ โดยเด็ดขาด

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...