Skip to main content

Post#4-332: แง่งามในยามยาก

Post#4-332:
ผมมีอันต้องเสียเงินกว่าสามพันบาท เลี้ยงมื้อบ่ายน้องๆ ที่ office

เป็นการเสียเงินที่ผมเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง...เนื่องในโอกาสที่ทุกคนต่างแสดงน้ำใจช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อแพ็คสินค้า ส่งให้ลูกค้า

ในวิกฤตต่างๆ ก็ยังมีเรื่องดีๆ ปรากฏขึ้นให้ผู้บริหารองค์กรเล็กๆ อย่างผมได้ชุ่มชื่นหัวใจอยู่บ้าง

...

เรื่องมีอยู่ว่า เราพึ่งจะเปลี่ยนทีมงานคลังสินค้าและจัดส่งกันเมื่อไม่นานมานี้

หลายๆ เรื่องจึงยังติดๆ ขัดๆ และผิดๆ พลาดๆ อยู่บ่อยครั้งเสียเหลือเกิน...และเป็นปัญหาที่เกิดจากทั้งทีมคลังยังขาดความเข้าใจ และทั้งทีมผมเองก็ขาดการสื่อสารที่ดีพอ

เมื่อเกิดสองแรงบวกในทางลบเช่นนี้...จึงไม่น่าแปลกใจ ที่จะมีปัญหาเกิดขึ้นบ่อยๆ

บ่อย...จนทำให้ทีมขายของผมเสียกำลังใจ, เสียเหงื่อ และเสียน้ำตา จนเอือมระอา

บ่อย...จนทำให้ลูกค้า โกรธจนแทบจะเลิกค้าขายกับผมอยู่เดือนละหลายๆ หน

บ่อย...จนทำให้ผมถึงกับต้องกลั้นหายใจ ยามที่ได้รับรายงานถึงปัญหาต่างๆ

...

ไม่ใช่ว่า ผมจะก้มหน้าก้มตารับชะตากรรมโดยไม่ทำอะไรหรอกนะครับ

ตรงกันข้าม...ผมเรียกประชุมเพื่อทำความเข้าใจ รวมไปถึงช่วยทำแผนการปฏิบัติการเสียด้วยซ้ำ

แต่ที่ปัญหายังคงไม่หมดไป...ก็เพราะปัญหาเรื่องความย่อหย่อนในวินัยของผู้ปฏิบัติ เป็นสาเหตุประการสำคัญ นั่นเอง

...

ลงท้าย น้องๆ ในทีมทุกคน รวมไปถึงทีมคลังสินค้า จึงต้องมาช่วยกันแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปให้ได้ก่อน...

แม้หลายๆ คนจะโกรธและนึกสาปแช่งต่อเหตุการณ์ แต่ก็เห็นแก่ส่วนรวมมากกว่า...ซึ่งนี่เป็นความมีน้ำใจที่น่าชมเชยของทีมงานทุกๆ คน

บางคนพึ่งมาเริ่มงานกับผมยังไม่ถึงสัปดาห์ด้วยซ้ำไป...แต่ก็ยื่นมือมาช่วยกันโดยไม่มีอาการรังเกียจรังงอน

ผมจึงต้องขอโทษน้องๆ พร้อมๆ กับขอบคุณด้วยการวิ่งซื้อขนมนมเนยและเสิร์ฟน้ำให้พวกเค้า ระหว่างที่ช่วยกัน "ดับไฟปัญหา"

และเลี้ยงมื้อบ่ายแถมท้าย ด้วยความรู้สึก "ขอบคุณ" ที่ไม่ทิ้งให้ฝ่ายขายต้องเผชิญปัญหาโดยลำพัง

...

ในวิกฤตใดๆ ที่เราอาจจะต้องพบพาน...จึงอาจเป็นโอกาสที่เราเองได้รับรู้ถึง "ความสวยงาม" แห่งพลังบางอย่าง

เป็น "พลัง" ที่ทำให้วันเลวคืนร้าย...ก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก

...และเป็น "พลัง" ที่ทำให้รูปธรรมแห่ง "น้ำหนึ่งใจเดียว" ปรากฏโฉมออกมาจนสัมผัสได้อย่างชัดเจน...

#NoteToSelf: 

  • วันที่เลวร้าย ก็ไม่เลวร้ายมากนัก...ตราบเท่าที่เรายังมี "พวกพ้อง" ที่รักกัน
  • ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่เพียงไหน...ก็เริ่มต้นด้วย "กำลังใจที่ไม่คิดยอมแพ้"...เสมอ
  • ใครผิดเป็นเรื่องมาทีหลัง...แก้ไขให้ปัญหาพ้นผ่าน เป็นเรื่องมาก่อน

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...