Skip to main content

Post#3-329: นักแสดง vs ดารา / ความฝัน vs เป้าหมาย

Post#3-329:
บ่ายนี้ ผมมีโอกาสได้ต้อนรับดาราต่างประเทศท่านหนึ่ง ที่แวะมาเยี่ยมเยียนถึง Office เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการทำงานร่วมกัน

แม้ว่า การหารือธุรกิจกับบุคคลผู้มีชื่อเสียงจะเป็น "เรื่องไม่เคยง่าย" สำหรับผม...แต่เอาจริงๆ มันก็เป็น "เรื่องที่ท้าทาย" เอาการอยู่ไม่น้อยเลย

ที่ผมว่าไม่ง่าย ก็เพราะมุมมองที่ดารามีต่อธุรกิจนั้น แตกต่างจากคนทั่วไป...ดาราจะให้ความสำคัญกับ "กล่อง" มากกว่า "เงิน"

หมายความว่า ทำเพื่อชื่อเสียงเป็นหลักใหญ่ ส่วนเงินทองเป็นเรื่องรองลงมา

ขยายความให้ชัด ก็คือ แม้จะเป็นธุรกิจที่ทำเงินได้มาก แต่ถ้าทำให้ดารา "เสียชื่อ" หรือ "ด่างพร้อย"...รับรองว่า ดาราทั้งหลาย ก็เห็นทีจะไม่เอาด้วย

ส่วนที่ผมว่า เป็นความท้าทาย ก็คือ เราจะตอบสนองความต้องการของดารา ไปพร้อมๆ กับการสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่า ให้ได้ ได้อย่างไร?

...

บางคนอาจจะสงสัย ว่าทำไมดาราถึงแคร์เรื่องชื่อเสียงมากนัก?

แม้ผมจะไม่เคยเป็นดารา (และมั่นใจว่า ชาตินี้ต่อเนื่องจนถึงชาติหน้า ก็คงจะไม่ได้เป็น)...แต่ก็พอจะตอบแทนได้ว่า

ก็เพราะกว่าจะฟันฝ่าอุปสรรคจนมาเป็น "ดารา" ได้น่ะ...ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เพราะ "ดารา" ต่างก็ต้องเสียเหงื่อ, เสียน้ำตา และต้องทุ่มเทเสียสละหลายๆ อย่าง เพื่อให้ได้มายืนอยู่ในจุดที่เป็นที่สนใจของผู้คน

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำ...ก็เพื่อ "ชื่อเสียง" ที่จะกลายมาเป็นแหล่งที่มาของรายได้ในที่สุด

ฉะนี้แล้ว..."ดารา" จึงจำเป็นต้องรักษาชื่อเสียงให้อยู่กับตัวเองให้ได้อย่างยาวนานที่สุด

...

หลายๆ คนจึงใฝ่ฝันอยากจะเป็น "ดารา" ด้วยฉากหน้าอันสวยงาม และเพราะยังไม่รู้อย่างถ่องแท้ถึงภาพเบื้องหลัง

ด้วยความที่มีโอกาสได้ทำงานกับดารามาไม่น้อย...ผมจึงพอประเมินได้ว่า "การเป็นดารา" เป็นเรื่องที่แตกต่างจาก "การเป็นนักแสดง"

เอาชัดๆ เลย...เป็น "นักแสดง" นั้น...เสร็จจากงานแสดง ก็ถือว่าจบงาน

หากแต่เป็น "ดารา" นั้น...เสร็จจากงานแสดง ก็ยังต้องแสดงต่อเพื่อความชื่นชมและความคาดหวังของผู้ชมและแฟนๆ

...

สำหรับคนทั่วไปนั้น การจะมีโอกาสได้ทำงานเป็น "นักแสดง" ก็ว่ายากแล้ว...

แต่การจะก้าวข้ามจาก "นักแสดง" ไปเป็น "ดารา" ได้นั้น...ยิ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยทั้งรูปร่างหน้าตา, สมอง, ฝีมือ, ความมุ่งมั่น และกำลังใจ ที่มากกว่าคนทั่วไป มากเหลือเกิน

การเป็น "ดารา" จึงไม่ใช่งานที่ใครๆ ก็ทำได้...และไม่ใช่งานที่อาศัยแค่รูปร่างหน้าตาก็พอ...อย่างที่หลายๆ คน ปรามาสไว้

...

แล้วเราเรียนรู้อะไรจากความแตกต่างระหว่าง "นักแสดง" กับ "ดารา" ได้บ้าง?

ได้แน่ๆ ครับ...

เพราะ "หัวหน้า" กับ "เจ้านาย" ก็ไม่เหมือนกัน

เพราะ "ทำงานเพียงให้ครบ 8 ชั่วโมง" กับ "ทำงานให้เต็มที่ภายใน 8 ชั่วโมง" ก็ต่างกันมหาศาล

เพราะ "อ่านหนังสือให้มันเสร็จๆ ไป" กับ "อ่านหนังสือเพื่อให้เข้าใจ" ก็ส่งผลต่อชีวิตต่างกัน

...เพราะ "ความฝัน" กับ "เป้าหมาย" ดูเผินๆ เหมือนจะคล้ายกัน แต่ต่างกันเหลือเกินในแง่ความจับต้องได้...

#NoteToSelf: 

  • การเป็น "นักแสดง" ก็คืออาชีพ แต่การเป็น "ดารา" คือ "นักแสดงที่ได้รับการยอมรับ"
  • ทุกผลงานที่ทำเสร็จอาจจะไม่สมบูรณ์ แต่ทุกผลงานที่สมบูรณ์หมายถึงทำงานเสร็จ
  • อย่าหลงคิดไป ว่าความฝันที่เรามี ก็คือเป้าหมายที่เราต้องการ...เพราะความฝันที่ขาดการวางแผนและการลงมือทำ จะเป็นความจริงไปได้ยังไง?
  • เมื่อความฝันไม่มีวันจะเป็นความจริง...มันจึงเป็นเพียง "ความฝัน" ไม่ใช่ "เป้าหมาย"

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...