Skip to main content

Post#4-337: สู่ฝันของการเป็น Entrepreneur

Post#4-337:
บ่ายต้นๆ ของวันนี้ ผมมีโอกาสได้คุยกับเด็กรุ่นใหม่ท่านหนึ่งที่เพิ่งจบปริญญาโทมาได้ไม่นาน

ตอนหนึ่งของการสัมภาษณ์...ผมถามเธอว่า Profile ที่ดีแบบนี้ เธอตั้งเป้าหมายในชีวิตอีก 5 ปีข้างหน้า ไว้ยังไง?

คำตอบที่ได้ยิน ก็ไม่ต่างจากเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงทั่วๆ ไป...นั่นก็คือ ต้องการจะเป็น Entrepreneur

เอาจริงๆ ผมชอบที่จะได้ยินเวลาผู้ถูกสัมภาษณ์หรือแม้กระทั่งลูกน้องของตัวเอง บอกเล่าถึงเป้าหมายชีวิต

ฟังแล้วผมก็อมยิ้ม...แล้วก็คิดย้อนไปถึงตัวเองตอนอายุเท่ากับคนเล่าไปทุกที เพื่อเปรียบเทียบว่า ตอนนั้นผมฝันอะไรอยู่?

...

ผู้คนมากมาย ต่างก็ฝันอยากจะเป็น Entrepreneur...เพราะนั่นถือเป็นการพิสูจน์ตัวเองได้ในระดับหนึ่ง ว่าเราเองก็มี "ดี" พอตัว

บางคนเริ่มต้นได้เร็ว เนื่องจากมีพื้นฐานต่างๆ ดี และมีปัจจัยส่งเสริมพร้อมมูล...แต่อีกหลายๆ คนก็เลือกที่จะเริ่มต้นด้วยการเป็น "ลูกจ้าง"

ผมเองก็เป็นแบบหลัง...และภูมิใจเสมอเมื่อคิดทบทวนไปถึงเส้นทางที่ผ่านมา

...

หากใครที่เป็น Salary Man หรือ Office Lady แล้วฝันจะก้าวไปสู่การเป็น Entrepreneur ให้ได้ในสักวัน...แล้วล่ะก็

ผมแนะนำว่า เราต้องฝันให้ชัดเจนก่อน...แล้วต้องฝันซ้ำๆ เดิมบ่อยๆ ด้วยครับ ว่าเรามั่นใจว่า สิ่งที่เราฝันคือความต้องการที่แท้จริงของเราใช่มั๊ย?

ถ้าได้คำตอบว่า "ใช่" เมื่อไหร่...ก็ควรจะเริ่มร่าง "เส้นทางพิชิตฝัน" ในทันที

อย่ากลัว...หากว่า "ความฝัน" ของเรามันจะใหญ่เสียเหลือเกิน...สำคัญก็แต่ว่า มองเห็นเส้นทางพิชิตฝัน" รึเปล่า เท่านั้น?

แล้วรู้ตัวเองมั๊ย...ว่าจะต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง เพื่อที่จะก้าวไปสู่การเป็น Entrepreneur ที่แข็งแกร่ง?

...

การที่ความฝันที่ยิ่งใหญ่จะกลายเป็นจริงได้...เราจึงไม่อาจหวังพึ่งพิงเพียงแค่โชคชะตา

หากแต่ เราจำเป็นต้องมุ่งมั่นและทุ่มเททั้งแรงใจ, แรงสมอง และแรงกาย เพื่อแปลงความฝันที่ว่าให้กลายเป็นจริงให้ได้

...จงจำไว้เถิด ว่าทุกคนมีสิทธิ์ฝันได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีโอกาสได้เห็นความฝันของตัวเองในขณะลืมตาได้...

#NoteToSelf: 

  • จากความฝัน จงแปลงเป็นความคิด และจากความคิด จงแปลงเป็นแผนเดินทาง
  • เมื่อมีแผนเดินทางแล้ว...ก็เริ่มต้นเดินทางเสียที อย่ามัวแต่ดูแผนแล้วก็แค่ฝันหวาน
  • ฝันที่ว่าใหญ่ ก็ล้วนเริ่มต้นด้วยการก้าวเล็กๆ ก่อนเสมอ...เตรียมใจให้พร้อม, เตรียมกายให้แกร่ง แล้วก็ลุยไปอย่ายอมแพ้!

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...