Skip to main content

Post#5-092: คำแนะนำ vs คำสั่ง

Post#5-092:
เช้าวันนี้ ผมมีโอกาสได้ประชุมกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทแห่งหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องแผนธุรกิจในปีหน้า

ต้องบอกว่า ผมชอบใจเหลือหลาย ที่ท่านแนะนำให้กับทุกคนที่ร่วมประชุม ให้มีความกระหายที่อยากจะรู้ข้อมูลเชิงลึกของเรื่องต่างๆ ที่รับผิดชอบ

เพราะนี่เป็นกลไกสำคัญ ที่จะทำให้เราสามารถพัฒนางานในความรับผิดชอบได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด

พูดง่ายๆ ว่า ถ้าไม่สนใจที่จะอยากรู้อย่างละเอียดในงานที่รับผิดชอบ ก็ย่อมยากยิ่งที่จะทำงานได้ดี

...

น่าเสียดายที่บ่อยครั้ง เรารับฟังคำแนะนำที่ดีๆ แบบนี้ แบบฟังแล้วปล่อยผ่าน หรือที่เรียกว่าฟังแบบเข้าหูซ้ายทะลุหูขวานั่นล่ะครับ

สมัยผมเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าผู้บริหารระดับสูงจะขี้บ่นอะไรกันหนักหนา...

แต่เมื่อมีพรรษาในการทำงานมากขึ้น ผมจึงรู้ซึ้งว่า แท้จริงแล้ว คำแนะนำของผู้ใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

คำว่าไม่ควรละเลยนั้น ไม่ได้หมายความว่า เราฟังแล้วต้องเชื่อตามไปเสียทุกเรื่องทุกอย่าง...หากแต่ต้องนำคำแนะนำของท่านมาทบทวนให้จงดี

เมื่อทบทวนแล้ว เราต้องบอกตัวเองให้ได้ว่า ถ้าเชื่อตามท่านน่ะ เพราะอะไร...แล้วถ้าไม่ได้เห็นด้วยกับท่านน่ะ เพราะอะไร?

...

เราต้องเข้าใจและแยกให้ออก ว่าคำแนะนำนั้น แตกต่างจากคำสั่ง

หมายความว่า เราเลือกที่จะเห็นด้วยกับคำแนะนำหรือไม่ก็ได้ และเลือกที่จะปฏิบัติตามหรือไม่ก็ได้ ตราบเท่าที่อธิบายได้ชัดแจ้งว่า ทำไมถึงทำ และทำไมถึงไม่

แต่คำสั่งนั้น เราเลือกที่จะเห็นด้วยหรือไม่ก็ได้ แต่ไม่ทำตามไม่ได้...แม้ว่าจะได้อธิบายเหตุผลของการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยแล้วก็ตาม

จงเตือนตัวเองให้จงดี...ว่าอย่าคิดว่ามุมมองของเราถูกต้อง จึงเลือกไม่ทำตามคำสั่งที่เราไม่เห็นด้วยได้

...เพราะแม้จะดูเหมือนเราอาจจะแพ้ในบางสนามรบ แต่เจ้านายของเราอาจจะวางแผนชนะสงครามอยู่ โดยที่เรามองไม่ออก ก็เป็นได้...

#NoteToSelf: 

  • ถ้าเรามั่นใจว่าเลือกนายได้ถูกต้อง จงเชื่อมั่นว่านายจะนำเราไปในทางที่ถูกมากกว่าผิด
  • จงคิดตามให้จงดี ว่าบางเรื่องทำไมนายเลือกใช้คำว่าแนะนำแต่ทำไมกับบางเรื่องนายเลือกใช้คำว่าคำสั่ง
  • เห็นด้วยกับคำสั่งหรือไม่ เป็นเรื่องหนึ่ง...ทำตามคำสั่งหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...