Skip to main content

Post#5-095: กลียุค

Post#5-095:
บนโลกใบนี้มีหลายอาชีพเหลือเกิน ที่คนธรรมดาสามัญอย่างเราไม่อาจทำได้ หรือไม่อยากที่จะทำ

อาชีพที่ว่านั้น อาจจะเป็นอาชีพที่ใช้ความชำนาญเฉพาะทาง, งานเสี่ยงอันตราย, งานที่ต้องอยู่กับสิ่งสกปรก รวมไปถึงงานอันต่ำต้อยด้อยเกียรติ

น่าเศร้าที่หลายคนรังเกียจงานที่ว่ามา...แต่กลับไม่ลังเลที่จะเลือกทำงานที่ผิดศีลธรรมแทน

...

และนี่คงเป็นข้อบ่งชี้ว่า เราอยู่ในกลียุคตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ ที่ผู้คนมีธรรมะเหลืออยู่เพียงแค่ 1 ใน 4 ส่วน เมื่อเทียบกับสัตยยุค

เราจึงนับคนมีเงินเป็นใหญ่ คนมีศีลธรรมเป็นรอง...หรือถ้าพูดให้ชัดๆ แบบไม่เกรงใจคนยุคนี้ ก็คือเป็นคนเลวก็ไม่เห็นเป็นไร ขอให้มีเงินเป็นพอ

ตรงพอมั๊ยครับ?

...

เอาจริงๆ ผมว่าผู้คนส่วนใหญ่ ก็เป็นเหมือนผม...คือใช่ว่าจะไม่มีอธรรมหรือสีดำอยู่ในใจเอาเสียเลย

เพียงแต่ว่าอธรรมหรือสีดำที่อยู่ในใจนั้น...ยังคงมีธรรมหรือสีขาวที่มากพอที่จะห่อหุ้ม หรือแทรกซึมอยู่ในสีดำนั้นๆ

เรียกว่า ถ้าชั่วหรือเลว แล้วไม่ทำให้ใครเดือดร้อนจนเกินไปนัก...เราก็ยังจงใจ, เผลอไผล หรือปล่อยปละให้มันเกิดขึ้นบ้าง

...

พระท่านจึงเทศน์สั่งสอนเราไว้เป็นหนักหนา ว่าแค่ไม่ทำชั่ว ก็ยังไม่ถือว่าดีเพียงพอ หากแต่ต้องลงมือทำดีด้วย

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ความดีนั้น ทำได้ยาก ต้องอาศัยสติในการควบคุมจิต...และบ่อยครั้งที่เห็นผลช้า

ต่างจากความชั่ว ที่ทำได้ง่าย เพราะไม่ต้องอาศัยสติควบคุม...อีกทั้งมากหนที่เห็นผลเร็วเหลือเกิน

ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจว่า เหตุใด คนที่ทำดีอยู่เป็นนิจ จึงสามารถยกระดับจิตขึ้นสู่โลกุตระได้เร็วกว่าคนทั่วไป

...

เงินตราและความมั่งคั่งนั้น ใครๆ ก็อยากมี อยากได้...แต่เราจำต้องพึงควบคุม อย่าให้ความอยากมี อยากได้ของเรา กลายเป็นความโลภถาวร

เมื่อใดก็ตาม ที่เราปล่อยให้ความโลภเกาะกุมจิตโดยถาวร...มันก็จะนำเราไปสู่ความโกรธ และความหลง จนยากที่จะกลับตัว

และเมื่อนั้น รากเหง้าแห่งความชั่ว ที่ชื่อว่าอกุศลมูล 3” อันประกอบไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ...ก็จะกลายเป็นรากเหง้าแห่งวิญญาณของเรา

...กลายเป็นว่า เราอาจจะเหลือทางเดินเดียวในชีวิต นั่นก็คือ ทางที่นำไปสู่อบายภูมิ...

#NoteToSelf: 
  • แม้อยากมี อยากได้ จะเป็นเรื่องปกติของผองชน...แต่ถ้าไม่ควบคุมให้อยู่ในระดับพอเหมาะ เราก็กำลังเดินไปสู่นรก
  • พระท่านจึงเตือนเราไว้เป็นหนักหนา ว่าเหตุใดเราต้องหมั่นมีสติกำกับจิต มีธรรมะกำกับใจ ให้มาก
  • โลกุตระแม้เข้าถึงได้ยาก...แต่เป็นปลายทางที่เที่ยงแท้ ที่เราต่างต้องดั้นด้นไปให้ถึง

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...