Skip to main content

Post#4-240: เราวัดชัยชนะกันที่เหรียญรางวัล...งั้นรึเปล่า?

Post#4-240:
ผมโดนตามตัว โดยเพื่อนรุ่นพี่ที่ผมเคารพมากท่านหนึ่ง (พี่ T ที่ผมเล่าถึงไว้ใน Post#2-263 และ Post#2-328) ให้มาฟังสัมมนาเรื่อง Fintech โดยท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังท่านหนึ่ง (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามท่าน นะครับ) ที่ M Academy

ต้องขอสรุปว่า เป็นการสัมมนาที่มีค่า และช่วยจุดประกายความคิดใหม่ๆ หลายๆ อย่าง...เอาว่าเล่าได้อีก 7 วัน ก็ไม่จบ

ยกตัวอย่างเช่น...ตอนหนึ่งของการสัมมนา...ท่านเล่าถึงการตัดสินใจเปลี่ยนจากวงธุรกิจมาเข้าสู่วงการเมือง

ท่านตัดสินใจเลือกพรรค A แทนพรรค B...ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่า พรรค B เหนือกว่าทุกประการ...ก็เพราะ

หนึ่ง...ต้องการมาช่วยเพื่อน และสอง...ประเมินแล้วว่า ตัวเองจะมีโอกาสแสดงศักยภาพในพรรค A ได้มากกว่า

...

แม้แนวคิดของท่านจะไม่ใช่เรื่องใหม่...แต่จะมีสักกี่คนที่ตัดสินใจแบบท่าน...

คือยอมเลือกทีมที่ด้อยกว่า เพียงเพื่อจะได้มีโอกาสฉายแสง...พูดแบบบ้านๆ อย่างผม ก็คือเลือกจะเป็น "นักกีฬาตัวจริงในทีมเล็ก" มากกว่าจะเลือกเป็น "นักกีฬาตัวสำรองในทีมใหญ่"

เพราะเป้าหมายส่วนใหญ่ของคนเรา คือการมีส่วนร่วมในการเป็น "ผู้ชนะ"...แต่กลับไม่ใช่การสร้างโอกาสให้ตัวเองเป็น "ผู้ชนะ" ในบั้นปลาย

...

การที่เราอยู่ทีมใหญ่ เราอาจจะได้รับเหรียญรางวัลในฐานะผู้ชนะ...ทั้งๆ ที่จริงๆ เราเป็นแค่ไม้ประดับ

แต่การที่เราอยู่ทีมเล็ก แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้รับเหรียญรางวัล...แต่มันกลับเต็มไปด้วยโอกาสที่เราจะได้แสดงความสามารถที่มี ให้โลกเห็น

และนั่นเอง คือ "ชัยชนะที่แท้จริง" ที่จะส่งผลให้เราเติบโตไปข้างหน้า และมีโอกาสให้เราได้เป็น "ตัวจริง" ในเวทีที่ใหญ่ขึ้นๆ และใหญ่ขึ้น ต่อไป

...ชัยชนะที่แท้จริง จึงไม่ได้นับกันที่จำนวนเหรียญรางวัลที่เราได้รับ...หากแต่เป็นจำนวนรอยหยักในสมองที่เพิ่มขึ้นต่างหาก...เหรียญรางวัลน่ะ ขอให้เรามองมันให้เป็นแค่ผลพลอยได้...

Cr: ท่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
Cr: M Academy (อยู่ที่ชั้น 6 ฝั่งสำนักงาน ของ Big C ราชดำริ) ซึ่งมีจัดสัมมนาดีๆ แบบนี้ ทุกวันพฤหัสฯ

#NoteToSelf: 
- ถามตัวเองดูหน่อย...ว่างานที่ทำวันนี้ ทำให้เราเก่งกว่างานเดิมรึเปล่า?
- คลื่นลูกหลังแรงขึ้นๆ...เราเป็นคลื่นลูกหน้า จะยอมโดนซัดหายไป หรือจะหาวิธีเอาชนะคลื่นลูกใหม่ๆ?
- อย่าหยุดคิด, อย่าหยุดเรียนรู้ และที่สำคัญ...อย่าหยุดต่อสู้ให้ไม่ยึดติดกับ Comfort Zone

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...