Skip to main content

Post#4-246: Succession Plan

Post#4-246:
ผมพึ่งจบภารกิจที่สิงคโปร์เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมานี้เองครับ

เป็นการมาเพื่อ "ประชุม" อย่างแท้จริง...โดยทำสถิติไปถึง 17 ประชุม ใน 3 วัน

คราวนี้ดีหน่อย ตรงที่ว่าผมไม่ได้ฉายเดี่ยว เพราะมีโอกาสพาลูกน้องมือขวามาด้วย...ถือเป็น On-the-job Training ไปด้วยในตัว

...

หนึ่งในปัญหาขององค์กรต่างๆ...ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ย่อมจะมีเรื่องของ "ช่องว่างขนาดใหญ่" ของมือหนึ่งและมือรอง มาให้ขบคิดอยู่เสมอ

หากองค์กรใด ไม่มีการทำ Succession Plan ไว้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน...ก็อาจตกอยู่ในความเสี่ยงที่องค์กรจะเติบโตได้อย่างเชื่องช้าและไม่ยั่งยืน

สำหรับองค์กรเล็ก...เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มากๆ เพราะเจ้าของมักจะชอบลงมือทำเองทุกเรื่องทุกอย่าง

และน่าเสียดายที่ผมมักจะพบว่า เจ้าของก็ชอบที่จะเดินหน้าลุยทำงานโดยไม่ได้วางโครงร่างไว้ก่อน

แปลว่า ถ้าสำเร็จ ก็ไม่สามารถถ่ายทอดขั้นตอนให้ลูกน้องเรียนรู้งานได้...และหากล้มเหลว ก็ไม่สามารถบอกได้ว่า ไปพลาดที่ขั้นตอนไหน?

...

สำหรับองค์กรเล็กๆ...การถ่ายทอดหรือสอนงานแบบ On-the-job Training นั้น ก็มักจะทำได้ง่ายกว่า หากแต่มักจะเป็นไปแบบไม่เป็นแบบแผนนัก...อย่างที่ว่า

ส่วนองค์กรใหญ่ๆ ที่มีระบบ Career Path หรือ Talent Management...ก็มักจะมี Training Course ที่ค่อนข้างเป็นเรื่องเป็นราว

แต่ก็มักจะมีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ เนื้อหาที่ฝึกอบรมมักจะเป็นทฤษฎี ที่โดยมากไม่ค่อยจะตรงกับความต้องการที่แท้จริง

ดังนั้น หากเราเป็นเจ้าขององค์กรเล็กๆ...เราก็ควรจะจัดระเบียบขั้นตอนการถ่ายทอดงานให้เป็นระบบระเบียบมากขึ้น

และหากเราเป็นผู้นำองค์กรใหญ่ๆ ก็จะต้องไม่ละเลยที่จะต้องตรวจดูคุณภาพของเนื้อหาที่นำมาฝึก Talent ทั้งหลาย

...แต่ไม่ว่าจะเป็น การสอนงานโดยไม่มีหลักการ หรือการเน้นแต่หลักการโดยไม่ใส่ใจเนื้อหา...ก็ล้วนแล้วแต่เป็น Succession Plan ที่ล้มเหลวทั้งสิ้นล่ะครับ...

#NoteToSelf: 
  • ก่อนจะเลือกคนมาถ่ายทอดงาน ต้องคัดกรองให้ดีเสมือนเลือกเม็ดพันธุ์มาเพาะปลูก
  • เลือกเมล็ดพันธุ์คุณภาพแย่...แล้วจะคาดหวังให้เติบโตเป็นไม้ใหญ่ที่สวยงาม ย่อมเป็นไปได้ยาก
  • เลือกเมล็ดพันธุ์ดี...ก็ย่อมต้องเพาะปลูกอย่างถูกวิธี ไม่ใช่ปลูกอย่างขอไปที
  • ไม้งามตามธรรมชาติน่ะมีแน่...แต่บ่อยไปที่ไม้งามต้องยืนต้นตาย เพราะคนดูแลนั่นแหละที่ห่วย

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....