Skip to main content

Post#4-242: เช้าชามเย็นชาม

Post#4-242:
ว่าอันที่จริง ผมเคยแชร์เรื่องการทำงานเหมือนหุ่นยนต์ไปหลายต่อหลายครั้ง...ซึ่งเป็นวิธีการทำงานที่ผม "ชิงชัง" เป็นที่สุด

อย่าไปว่าแต่ "ข้าราชการ" เลยครับ...ถึงจะเป็น "เอกชน" ก็ใช่ว่าจะไม่เจอพวกทำงานแบบ "เช้าชามเย็นชาม" เสียหน่อย

รวมความแล้ว เรื่องแบบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเป็นราชการ, รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน...หรือสรุปว่า อย่าเอาแต่โทษสภาพแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียวเลยครับ แต่ควรหันมามองตัวเองให้มากๆ จะดีกว่า

...

การที่คนรอบข้างของเราทำงานแบบ "เช้าชามเย็นชาม" นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า เรามีสิทธิอันชอบธรรมในการทำงานแย่ๆ แบบนั้นไปด้วย

หลายๆ คนมักอ้างว่า "ก็คนอื่นๆ ก็ทำแบบนี้ ถ้าฉันทำอะไรที่แตกต่างออกไป ก็อยู่ไม่ได้น่ะสิ"

ผมถามจริงๆ ว่า "ตรรกะ" แบบนี้ ก็ได้หรือ?

...

ถ้าเพื่อนร่วมงานทำงานแบบนี้...เราควรรายงานผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่ตามน้ำไปตามคนผิด

บางคนอาจจะกำลังนึกว่า..."แล้วถ้าผู้บังคับบัญชาของเรา ก็ดันเป็นแบบนี้ด้วยล่ะ จะให้ทำยังไง"

งั้นผมถามจริงๆ อีกทีครับ...ว่าถ้าทั้งเจ้านายและเพื่อนร่วมงานมีทัศนคติอันเลวร้ายแบบนี้...เรายังจะอยากเป็นส่วนหนึ่งของพวกเค้าอีกหรือ?

...

ดังนั้น การที่เรายอมตามน้ำไปตามคนผิด...มันจึงเป็นหายนะของชีวิต 

และการที่เราเลือกทำงานกับนายที่แย่...ก็ย่อมจะมีแต่ทำให้ตัวเราไม่มีหนทางก้าวหน้า

ใครที่เจอสภาพแวดล้อมแบบนี้อยู่...ลองคิดดูให้ดีๆ ครับ ว่าสังคมแบบนี้น่ะหรือ...คือที่ๆ เราควรอยู่?

...

เอาล่ะ...บางคน อาจจะบอกว่า ช่วงนี้เดือดร้อน เลือกงานไม่ได้...ก็เป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้ครับ

งั้นถามตัวเองใหม่...

หนึ่ง...แล้วอยู่ในที่แบบนี้ มานานเท่าไหร่แล้ว?

สอง...ระหว่างที่อยู่ในที่แบบนี้ เคยลองหางานใหม่มาแล้วกี่ครั้ง?

สาม...ตอนนี้กำลังรู้สึกว่า สภาพแวดล้อมแบบนี้ ก็ไม่ได้ทำให้เราเดือดเนื้อร้อนใจเลยนี่นา รึเปล่า?

...ถ้าครบสามข้อ...ผมคงไม่ต้องสรุปใช่มั๊ยครับ ว่าเราควรจะโทษใครดี?...

#NoteToSelf: 

  • หนึ่งใน Comfort Zone อันน่ากลัว...ก็คือความเคยชินกับความไม่ถูกต้อง
  • รับเงินเดือนทุกเดือน แต่ไม่ตั้งใจทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ...ก็ถือว่า เราไร้สำนึกต่อวิชาชีพ
  • ถ้าเราเป็นเจ้าของกิจการ...เราอยากจะจ้างพวก "เช้าชามเย็นชาม" มั๊ย?
  • ถ้าใครเป็นแบบนี้อยู่ แล้วไม่ยอมเปลี่ยนวิธีคิด...อีก 10 ปีข้างหน้า รับรองได้ว่า เราก็ยัง "ดักดาน" อยู่ที่เดิม
  • จะโทษใครก็ได้...แต่อย่าลืมโทษตัวเองด้วย

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...