Skip to main content

Post#4-264: ความสามารถ vs ความอ่อนน้อม

Post#4-264:
แน่นอนว่าทุกๆ คนย่อมมีวันเริ่มต้นชีวิตการทำงานวันแรก

โดยส่วนใหญ่เราก็เริ่มจากตำแหน่งเล็กๆ และค่อยๆ ไต่เต้าขึ้นมาจนมีตำแหน่งและหน้าที่การงานดีขึ้น

แต่ก็มีบางคนที่จมอยู่ในตำแหน่งหน้าที่เดิมๆ มาหลายปีเหลือเกิน

ทำไมถึงเป็นแบบนั้น?

...

จากการที่เคยเป็นลูกน้องมาก็หลายปีและมีลูกน้องอีกนับพันๆ คน...ผมพบว่า การที่เราจะก้าวหน้าในงานได้นั้น เราจำเป็นต้องมี 2 คุณสมบัติพร้อมๆ กัน

หนึ่งคือ "ความสามารถ" หรือที่เรียกว่า "Competency"...ซึ่งผมถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่จะทำให้เราโดดเด่น

ดังนั้น เราจึงต้องหมั่นตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราเก่งในงานที่เรารับผิดชอบมากพอรึยัง?

ถ้ายัง...ทำยังไงเราจึงจะเก่งขึ้น เชี่ยวชาญขึ้น จนหาคนที่จะเก่งเท่าเราได้ยาก

ถ้าเราพัฒนาความสามารถได้ดี...เราก็พร้อมในระดับหนึ่งที่จะก้าวหน้า

แต่บางครั้งเราก็อาจจะสงสัยว่า ทำไมเราเก่งถึงขนาดนี้แล้ว ยังไม่ก้าวหน้าเสียที

ถ้าเป็นแบบนี้...ก็ต้องลองพิจารณาว่า เราขาดคุณสมบัติข้อที่สองหรือไม่?

...

ส่วนคุณสมบัติข้อที่สอง...ก็คือ "ความอ่อนน้อม"

หากเรามี "ความสามารถ"...นั่นย่อมเป็นเรื่องที่เจ้านายจะ "ชื่นชม"

แต่หากเราขาด "ความอ่อนน้อม"...นั่นย่อมทำให้เราขาดเสน่ห์ที่จะทำให้เจ้านาย "เมตตา"

น่าเสียดาย ที่ผมพบว่า ส่วนใหญ่ของเด็กรุ่นใหม่ๆ สมัยนี้...คนทำงานเก่งๆ น่ะมีเยอะ...แต่คนรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตนนั้น กลับมีไม่มาก

...

ทำงานเก่งอย่างเดียว ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าเราจะสามารถก้าวหน้าได้...หากเราเต็มไปด้วยความหยิ่งทนงและอหังการ์

อ่อนน้อมถ่อมตนแต่อย่างเดียว ก็ไม่สามารถผลักให้เราเติบโตได้...หากได้เลื่อนตำแหน่งเพราะสอพลอ เราก็เป็นได้แค่นายห่วยๆ ที่ไร้คนเคารพนับถือ

ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องหาส่วนผสมที่ลงตัวของความสามารถและความอ่อนน้อม

...และจำไว้ว่าเราไม่อาจใช้ส่วนผสม 100:0 หรือ 0:100 ได้ หากเราต้องการเติบโตไปเป็นเจ้านายที่เก่งและดี...

NoteToSelf:

  • ความสามารถทำให้นายชื่นชม ความอ่อนน้อมทำให้นายเมตตา
  • ความเก่งอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยให้เราก้าวหน้า...ความอ่อนน้อมอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้เราเป็นจอมคน
  • เราควรตั้งเป้าที่จะเป็น "คนเก่งที่อ่อนน้อม" ไม่ใช่ "คนเก่งที่อหังการ์"
  • ผู้ชนะมักไม่ใช่ "คนเก่งที่สุด" แต่เป็น "คนที่ครบเครื่องที่สุด"

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...