Skip to main content

Post4-255: หนทาง, เวลา และเทศะ

Post4-255:
ผมมีอันต้องเลือกใช้ MRT ในการสัญจรเมื่อช่วงหัวค่ำที่ผ่านมา...เพราะเกรงว่าจะไปประชุมไม่ทัน

ถ้าไม่ตรงกับ Rush Hour, ความจริงผมชอบการสัญจรด้วย BTS และ MRT มากๆ เพราะคล่องตัวและรวดเร็วดี

แต่ถ้าเป็น Rush Hour แล้วล่ะก็, ผมกลับมองว่า BTS และ MRT จะกลายเป็นทางเลือกที่ "แย่" ไปในทันที

เพราะด้วยจำนวนตู้รถที่ไม่ได้ผันแปรตามจำนวนผู้โดยสาร...ทำให้ Rush Hour เป็นเหมือนฝันร้ายของผู้โดยสารทุกคน

...

และแน่นอนว่าถ้าเลือกได้ ส่วนใหญ่ของคนกรุงเทพฯ คงไม่อยากเรียก Taxi เพราะเกลียดและเบื่อหน่ายกับคำตอบระคายหู

แต่หน้าฝนแบบนี้ ดูเหมือนคนกรุงฯ คงไม่มีทางเลือกมากนัก...จึงต้องงอนง้อและขอร้อง Taxi ในช่วงฝนตั้งเค้า

หรือบางครั้ง จนแต้มขึ้นมาจริงๆ เรายังอาจต้องใช้บริการเรือด่วนอีกด้วย...ทั้งๆ ที่ความปลอดภัยต่ำ และต้องเสี่ยงกับกระเซ็นน้ำคลองที่เน่าเหม็น

...

จะเห็นได้ว่า ทางเลือกใดๆ อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดตลอดกาล...มันขึ้นอยู่กับ "กาล" และ "สภาพแวดล้อม"

ทางเลือกที่ดีที่สุดในช่วงเวลาหรือเทศะหนึ่งๆ อาจจะกลายเป็นทางเลือกที่เลวร้ายที่สุดในอีกกาละและเทศะหนึ่งก็เป็นได้

แล้วรู้อย่างนี้...เราจะนำไปประยุกต์ใช้อะไรได้บ้างล่ะ?

...

เราจึงจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจเป้าหมายที่ต้องการจะบรรลุให้ถ่องแท้ก่อน

จากนั้น จึงต้องพิจารณาถึงตัวเลือกหรือทางเลือกต่างๆ ที่เป็นไปได้...และต้องเข้าใจข้อดีและข้อเสียของตัวเลือกหรือทางเลือกได้ในระดับมากพอที่จะนำมาตัดสินใจอย่างที่ว่า

...เมื่อรู้เป้าหมาย, รู้หนทางสู่เป้าหมาย และรู้ถ่องแท้ว่า เราควรเลือกหนทางไหน เมื่อไร...เราจึงจะมีโอกาสบรรลุเป้าหมายได้มากขึ้นครับ...

#NoteToSelf: 

  • ถ้าไม่รู้จักคิดหาหนทางใหม่ๆ ในการทำงาน...ก็เท่ากับลดโอกาสที่จะทำงานสำเร็จ
  • รู้เป้าหมาย, รู้หนทาง แต่ไม่รู้จักดูฟ้าดูฝนดูเวลา...ออกจากบ้านไปเจอรถติดแล้วจะบ่นไปไย?
  • ดินพร้อม, คนพร้อม ก็ต้องดูด้วยว่า "ฟ้า" พร้อมหรือไม่?
  • เราไม่รู้ว่า "ฟ้า" จะเปิดเมื่อไหร่, ดังนั้น เราต่างหากที่ต้องเตรียมดินและตัวเราให้พร้อมเสมอ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...