Skip to main content

Post#4-247: ไม่ปกติจนปกติ

Post#4-247:
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่คนป่วยหลายๆ คนไม่เคยหายจากอาการป่วยเสียที ก็คือ "ความเคยชิน"

ขึ้นต้นอย่างนี้...หลายๆ คนที่ตาม Blog ผมมานาน คงกำลังอมยิ้ม เพราะรู้ว่า ผมกำลังจะชวนคุยเรื่องอะไร

ไม่ผิดหรอกครับ...เพราะ Comfort Zone มันเกิดขึ้นได้กับทุกเรื่องทุกอย่างจริงๆ...ตราบใดที่เราไม่เปลี่ยนวิธีคิด

...

แม้กระทั่งตัวผมเอง ที่มีภาวะเรื้อรังของโรคมานานนับสิบๆ ปี และเช่นเดียวกับผู้ป่วยอีกนับร้อยล้านคนทั่วโลก

เราป่วยจนเคยชิน...เคยชินเสียจนเราไม่รู้สึกว่าเรามีอาการผิดปกติของร่างกายอยู่

เมื่อเคยชินกับความไม่ปกติของร่างกาย...สุดท้ายแล้ว เราจึงไม่ทันรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางร้ายของเรา

จะมารู้ก็ต่อเมื่อ "สายเกินไปเสียแล้ว"

...

ลองคิดตามให้ดีนะครับ...ว่าชีวิตของเราก็เจอเรื่องแบบนี้ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ใครๆ ก็ทำแบบนี้, ใครๆ ก็เป็นแบบนี้, แต่ไหนแต่ไรมา มันก็เป็นแบบนี้, ฯลฯ

นั่นไงครับ...เราเคยชินกับความที่มันเป็นไป จนไม่ทันฉุกคิดเลยเอาจริงๆ ว่าสิ่งที่ทุกคนรู้สึกว่ามันก็เป็นของมันอย่างนี้น่ะ จริงๆ แล้ว มันเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ใช่มั๊ย?

...

เมื่อเราปล่อยให้สิ่งที่ไม่ปกติเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นปกติ...มันจึงเป็นเสมือนระเบิดเวลาที่น่ากลัวมากๆ

ทำเลวทุกวันจนเป็นปกติ...เราจึงไม่รู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้น เป็นความเลว

โกหกทุกวันจนเป็นปกติ...เราจึงไม่รู้สึกว่า การโกหกเป็นเรื่องใหญ่โต

ดื่มเหล้าทุกคืนจนเป็นปกติ...กว่าจะรู้สึกตัว โรคร้ายต่างๆ ก็เกิดขึ้นจนเกินเยียวยาเสียแล้ว

ทำงานเช้าชามเย็นชามจนเป็นปกติ...เราจึงไม่รู้ตัวเลย ว่าผ่านมาเป็นสิบๆ ปี เราก็ไม่ได้มี Competency ใดๆ ติดตัว

ฯลฯ

...

พฤติกรรมเหล่านี้นี่เองครับ...ที่ผมเห็นว่า มันก็เป็น Comfort Zone แบบหนึ่ง

มันเหมือนเราค่อยๆ โดนช๊อตด้วยกระแสไฟฟ้าที่เพิ่มความเข้มขึ้นเรื่อยๆ ทีละช้าๆ...เราก็เลยไม่ทันรู้สึกอะไร

ต่อเมื่อกระแสไฟไต่ระดับไปถึงขีดอันตราย...เราจึงถึงแก่ชีวิตโดยไม่ทันรู้ตัว หรือรู้ตัวก็แก้ไขไม่ทันเสียแล้ว

รู้อย่างนี้แล้ว...เราคงต้องหมั่นตรวจสอบตัวเราดูครับ ว่าเรากำลังมีอาการผิดปกติ / อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผิดปกติ หรือกำลังทำอะไรที่ผิดปกติ...อยู่เป็นประจำ หรือไม่?

 ...ระวังไว้เถิดครับ ความไม่ปกติจนเป็นปกตินี้...แท้ที่จริง มันก็คือ "ภัยมืด" ที่คอยกลืนกินแสงสว่างทุกอย่างในชีวิตของเรา นะครับ...

#NoteToSelf: 

  • อย่า "หยวนน่า" กับความไม่ปกติ เพราะนั่นคือก้าวแรกของความเสื่อมในชีวิต
  • ความเคยชินกับความไม่ปกติ ถือเป็นความเคยชินที่น่ากลัวและน่าชิงชัง
  • เผลอปล่อยตัวและใจไปกับความไม่ปกติไปเรื่อยๆ...เราก็จะไม่เหลือวิจารณญาณใดๆ ที่จะคอยกระซิบเตือนว่า ทางเดินที่ถูกต้องคือเส้นทางใด

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...