Skip to main content

Post#5-119: “ตอนจบ” ของพรหมลิขิต?

Post#5-119:
ขึ้นชื่อว่าเป็นคนไทย”...คงไม่เกินไปนัก หากผมจะบอกว่า เราต่างก็ใช้ชีวิตผูกพันอยู่กับความเชื่อ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่ออันเกี่ยวโยงสืบเนื่องอยู่กับเรื่องพื้นดวงชะตาหรือโหราพยากรณ์ต่างๆ

ซึ่งจะว่าไป เรื่องของดวงที่ว่า...ก็ล้วนแต่ผูกพันอยู่กับหลักเกณฑ์ของสถิติและความน่าจะเป็น ที่บ่อยครั้งก็สร้างความน่าอัศจรรย์ให้กับเราจนเกินเชื่อ

...

เอาจริงๆ ผมว่าตนเองก็เป็นหนึ่งในคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่สมองปฏิเสธการมีอยู่ของเรื่องดวงชะตา

แต่ลึกๆ ในใจ กลับอดทึ่งไปกับคำทำนายทายทักที่แม่นยำอย่างเกินเชื่อ ไปมิได้

แล้วจริงหรือ ที่คนเรามิอาจจะฝืนชะตาฟ้ากำหนดตั้งแต่แรกเกิดไปได้?

...

ในเมื่อยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนใดๆ...ผมคิดว่า มันก็คงไม่ใช่เรื่องเลวร้ายแต่อย่างใด เลย หากเราจะมองเรื่องดวงชะตา ให้เป็นเสมือนแนวทาง

คือฟังและพิจารณาคำทำนายใดๆ ไว้เป็นข้อเตือนใจและข้อควรระวัง...โดยเฉพาะเมื่อเราจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆหรือเรื่องใหม่ๆที่อาจส่งผลระยะยาวกับชีวิต

ย้ำว่าเป็นแค่แนวทางนะครับ...แต่อย่าได้ใช้เรื่องดวงชะตาเป็นสรณะโดยเชื่อทุกอย่างโดยไม่ไตร่ตรอง

เรียกว่าศรัทธาแต่ก็อย่าให้ถึงกับงมงาย”...ประมาณนั้น

...

เพราะต่อให้ คำทำนายบอกว่า เราจะเป็นเศรษฐี...และเราก็เชื่ออย่างนั้น แต่เลือกจะนั่งกระดิกเท้ารอโดยไม่ทำอะไรเลย

...แบบนี้ ผมก็นึกไม่ออกว่า เราจะกลายเป็นเศรษฐีไปได้ยังไง?

แต่ถ้าคำทำนายบอกว่า เราจะไม่มีวันร่ำรวยและมั่งคั่ง...ถามหน่อยเถอะครับ ว่าเราจะเลือกทอดอาลัยกับชีวิต แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามยถารึเปล่าหนอ?

แปลว่า แม้จะมีคำทำนายทายทักใดๆ มา...สุดท้ายแล้ว เราจะเป็นไปตามคำทำนายหรือไม่ ก็น่าจะขึ้นอยู่กับตัวเราด้วยเช่นกัน

...

ดังนั้น ผมว่าเราต้องตั้งใจใช้ชีวิตให้เต็มที่เสียก่อน...แล้วถ้าชีวิตมันยังย่ำแย่อยู่ อยากจะโทษว่าเป็นเรื่องของดวงชะตาก็เอาเถิดครับ

แต่ไม่ใช่ เราเชื่อแต่คำทำนาย โดยไม่ลงมือใช้ชีวิตที่ถูกที่ควร แล้วรอให้ชีวิตรุ่งโรจน์...

ปรากฏว่า รอจนแก่แล้ว ชีวิตก็ยังไม่ดี...แบบนี้ เรายังจะกล้าโยนให้เป็นเรื่องของชะตากรรมกระนั้นหรือ?

...

ไม่มีใครรู้หรอกครับ...

พรหมท่านอาจจะลิขิตชะตากรรมเราไว้จริงๆ ก็เป็นได้

...แต่ถ้าเราไม่ลงมือแสดงให้พรหมท่านเล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นที่เราจะทำให้ชีวิตของเราเองดีขึ้น แล้วล่ะก็

...จะเกิดใหม่อีกกี่ชาติ เราจะไปโทษว่าเป็นเพราะท่านกำหนดชีวิตของเราไว้แล้ว...มันยุติธรรมกับท่านแล้วรึเปล่าหนอ?...

#NoteToSelf: 

  • เราอาจศรัทธาในพลังของสิ่งเหนือโลกได้...แต่เราไม่อาจงมงายอยู่กับพลังที่มองไม่เห็นนี้ได้
  • มองเรื่องดวงหรือชะตาชีวิต ให้เป็นส่วนประกอบของชีวิต แต่ไม่ใช่ส่วนสำคัญที่เป็นทุกอย่างของชีวิต
  • พรหมท่านอาจจะลิขิตชะตาของเราไว้เป็นกรอบกว้างๆ...ใครจะไปรู้ ว่าท่านอาจจะปล่อยตอนจบไว้ให้เราลิขิตเอง ก็เป็นได้!

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...