Skip to main content

Post#5-131: รักเมืองไทย...ต้องชูชาติไทย

Post#5-131:
ค่ำนี้ผมทานข้าวกับเพื่อนชาวต่างชาติ ที่บินมาประชุมที่ประเทศไทย...ที่ซึ่งถือเป็นเมืองสวรรค์ของนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก

เปล่านะครับ...ผมไม่ได้ยกหางประเทศตัวเองแต่อย่างใด...หากแต่เพื่อนชาวต่างชาติของผมแทบจะทุกคน ต่างก็ยกนิ้วให้ประเทศของเรา เป็นที่หนึ่งในดวงใจจริงๆ

เวลาฟังเพื่อนๆ พูดถึงประเทศของเราแล้ว...ผมก็อดไม่ได้ ที่จะยืดอกฟังพวกเค้าอย่างภาคภูมิใจ

แต่แว่บหนึ่งของความคิด...ผมก็แอบสะท้อนใจเล็กน้อย ที่คนไทยมากมายเหลือเกิน กลับดูถูกและดูแคลนบ้านเกิดของตัวเอง

...

แน่นอนครับ ว่าไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตาม ล้วนต้องมีข้อด้อยหรือข้อที่ทำให้เราไม่พึงใจอยู่หลายประการ

แต่ผมมักไม่ค่อยได้ยินเพื่อนชาวต่างชาติมานั่งด่าประเทศของตัวเองให้เพื่อนชาวต่างชาติฟัง เหมือนกับที่คนไทยหลายๆ คนทำ

โดยมากเวลามีใครถามเรื่องประเทศของพวกเค้าในแง่มุมที่ไม่ดีไม่งาม...ก็มักจะได้รับคำแก้ต่าง ไม่ใช่ด่าซ้ำ

ดังนั้น เวลาที่ผมได้ยินคนไทยด้วยกันด่าประเทศไทยให้ชาวต่างชาติฟัง...แม้ว่าบางเรื่องมันจะเป็นอย่างนั้นจริง ผมเองก็ไม่ค่อยจะสบายใจเอาเสียเลย

...

หากเป็นไปได้...เรามาช่วยเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศไทย กันหน่อยมั๊ยครับ?

ผมไม่ได้ให้อวยหรือยกหางประเทศตัวเองหรอกนะครับ...แต่เราทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ไม่ต้องไปผสมโรงกับชาวต่างชาติในการด่าหรือทับถมซ้ำ

หรือช่วยชี้ให้พวกเค้ามองเห็นเรื่องดีๆ ของประเทศไทยบ้าง ก็ดีครับ...เพราะทุกประเทศก็มีทั้งแง่งอมและแง่งามทั้งสิ้น

อย่าทำราวกับว่า นี่ไม่ใช่ประเทศของเรา

เพราะผมคิดว่า ชาวต่างชาติ (ที่แม้จะเป็นเพื่อนของเราก็ตาม) คงไม่ได้กำลังนึกชื่นชมคนที่กำลังด่าประเทศของตัวเอง อยู่แน่ๆ

...

ถ้าคิดว่า เรื่องของประเทศเป็นเรื่องไกลตัว หรือไม่ใช่เรื่องของตัวเราล่ะก็...ผมอยากเชิญชวนให้ทบทวนใหม่ครับ

ถ้าเราเองยังด่าหรือทับถมประเทศของเราเอง...ผมก็นึกไม่ออก ว่าใครหน้าไหนบนโลกที่จะมาช่วยปกป้องประเทศของเรา?

แม้ว่า ประเทศเราอาจจะมีเรื่องแย่ๆ อยู่ไม่น้อย...แต่เรื่องดีๆ ของเราก็มีอยู่มากเช่นกันนะครับ

เพราะถ้าประเทศเราย่ำแย่เลวทรามหนักหนาจริงๆ...ผมว่าเราคงมิอาจคงความเป็นประเทศไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้หรอกครับ

...

ผมเชื่อว่า เราคงโกรธและไม่พอใจ ถ้ามีใครมาด่าครอบครัวของเรา...แม้ว่า ครอบครัวของเราอาจจะไม่ดีอย่างที่เค้าว่าจริงๆ ก็ตาม

หากแต่ หนทางที่จะหยุดเสียงติฉินหรือด่าทอนั้น คงไม่ใช่การเอาผ้าไปปิดปากคนอื่นให้หยุดพูด...แต่เป็นร่วมมือร่วมใจกันปรับปรุงครอบครัวของเราให้ดีขึ้น หรือมิใช่?

...งั้นเราก็ทำแบบนั้น กับครอบครัวของเรา ที่ชื่อว่าประเทศไทย”...ดีมั๊ยครับ?...

#NoteToSelf: 

  • การที่จะทำให้ครอบครัวหรือประเทศของเราดีขึ้น...ไม่น่าจะด้วยการด่าย่ำหรือซ้ำเติม หากแต่เป็นการช่วยกันลงมือปรับปรุงในส่วนของเราก่อน
  • การรักครอบครัวหรือประเทศ ไม่ใช่การปิดบังความจริงต่อคนนอก...หากแต่เป็นการยอมรับ, ไม่ซ้ำเติม และหาทางแก้ไขให้มันดีขึ้น ต่างหาก
  • ครอบครัวหรือประเทศของเราจะดีขึ้นได้ยังไง ถ้ามีแต่คนด่าซ้ำ แต่ไม่มีคนทำให้มันดีขึ้น
  • ครอบครัวจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคนในครอบครัวแต่ละคน ที่จะต้องร่วมกันสร้างให้มันดี...ประเทศก็เช่นกัน

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...