Skip to main content

Post#5-137: เมื่อรู้ถ่องแท้ถึงที่มา...จึ่งจะชัดเจนถึงที่ ที่ควรจะมุ่งไป

Post#5-137:
ว่ากันว่า วงล้อแห่งประวัติศาสตร์ มักจะหมุนซ้อนทับกันเสมอ...เป็นแบบนี้มานับพันนับหมื่นปี และมันก็คงจะเป็นแบบนั้นต่อไปอย่างไม่รู้จบ

นั่นเป็นเหตุผลประการสำคัญที่ว่า...ทำไมเราจึงต้องศึกษาและเรียนรู้เรื่องราวในอดีต?

แต่กระนั้น มนุษย์เราอีกหลายพันล้านคน ก็ยังคงเดินทับรอยอดีต...ผิดพลาดซ้ำเดิมและซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น อยู่นั่นเอง

...

แล้วเราล่ะครับ?

เคยลองสังเกตตัวเองดูบ้างมั๊ยหนอ...ว่าเราก็เข้าข่ายเป็น พวกทำผิดซ้ำซาก รึเปล่า?

ถ้าใช่...แล้วนึกออกมั๊ยเอ่ย...ว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้นไปได้?

หรือเราจะบอก (หรือหลอก) ตัวเอง...ว่านี่เป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้ากำหนดโดยแท้?

...

แม้ผมจะมิอาจฟันธงได้...ว่าเหตุใดผู้คนส่วนมาก จึงยังคงทำผิดซ้ำเดิมได้อยู่บ่อยๆ?

แต่ก็อยากจะเสนอว่า ก่อนที่จะลงมือทำเรื่องใดที่เคยทำมาก่อนแล้ว หรือมีตัวอย่างปฏิบัติจากผู้อื่นมาก่อนแล้ว...ก็จงทบทวนให้รอบคอบก่อนที่จะลงมือ

เพราะหากทำลงไปด้วยความเคยชินหรือทำตามโดยไม่ได้ศึกษาโดยตลอดแล้วล่ะก็...

โอกาสที่เราจะผิดซ้ำรอยเดิมก็แทบจะเป็นเรื่องที่พยากรณ์ได้!

...

ดังนั้น การทบทวนอดีต หรือมองย้อนประวัติศาสตร์...จึงเป็นเรื่องที่เรามิอาจจะละเลยไปได้

พูดให้ชัดๆ ก็คือ...เราอาจมองเห็นอนาคตข้างหน้า ได้จากอดีตที่ผ่านมาแล้ว นั่นเอง

และเมื่อรู้แบบนี้แล้ว

...จะไม่หมั่นฝึกประเมินถึงสิ่งที่พึ่งทำลงไป...เพื่อให้สิ่งที่จะลงมือทำในวันรุ่งพรุ่งนี้ ดีขึ้นบ้างหรือครับ?...

#NoteToSelf:

  • เมื่อรู้ถ่องแท้ในเรื่องอดีต...เราจึงจะใช้ชีวิตปัจจุบันได้จึงควร...และวางแผนอนาคตได้อย่างรอบคอบ
  • การไม่รู้จักทบทวนถึงงานที่ทำลงไป...จึงไม่ต่างจากเชื้อเชิญความล้มเหลวมาอยู่กับงานในอนาคต
  • เมื่อรู้ถ่องแท้ถึงที่มา...จึ่งจะชัดเจนถึงที่ ที่ควรจะมุ่งไป...จริงแท้!

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...