Skip to main content

Post#5-139: กุญแจสู่การ “เปิดใจ”

Post#5-139:
เป็นโชคดีของผม...ที่วันนี้ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมงานหลายๆ กลุ่ม

ต้องยอมรับว่า หลายๆ ความคิดและหลายๆ มุมมอง...ก็เป็นเรื่องที่ผมไม่เคยคิดไปถึงหรือเคยใส่ใจมาก่อน

ที่สำคัญ...หลายๆ ความคิดเห็นหรือมุมมองใหม่ๆ ที่ผมว่านั้น...ได้มาจากน้องๆ ที่อ่อนอาวุโสกว่า และอ่อนประสบการณ์กว่า ด้วยซ้ำไป

...

นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดแจ้งมากๆ ว่า...คนเรานั้น ไม่ควรยึดติดกับกรอบประสบการณ์หรือกรอบความเชื่อของตัวเอง แต่เพียงเท่านั้น

ก็แปลว่า บางครั้ง การเปิดหูให้ยอมฟังความเห็นของคนอื่นเสียบ้างน่ะ...อาจจะกลายเป็นการเปิดโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับตัวเราเอง โดยที่เราไม่ได้คาดหวังมาก่อน ก็เป็นได้

สำคัญที่ว่า ก่อนจะเปิดหูน่ะ...เราเปิดใจมั๊ย?

...

การจะเปิดใจได้...ต้องยอมทิ้ง “ego” หรืออัตตาของตัวเราลงชั่วคราว

ถ้าเราฟังความเห็นคนอื่น ทั้งๆ ที่ยังยึดมั่น ถือมั่น ว่า ตัวกูน่ะแน่ที่สุด เก่งที่สุด...แบบนี้รับรองว่าพัง

ที่ว่าพัง”...ก็เพราะเราดันตัดสินคนอื่นไปแล้ว ว่าไม่ถูก...เราต่างหากล่ะที่ถูก

ซึ่งแท้จริงแล้ว...เราอาจจะเชื่อว่าเราถูก ทั้งที่เราผิด ก็เป็นได้

...

เอาจริงๆ พระเจ้าคงต้องการให้เราฟังมากๆ และคิดเยอะๆ...ก็เลยสร้างให้เรามีหู 2 ข้าง และมีขนาดสมองที่ใหญ่

ลองคิดดูดีๆ แล้ว...ผมว่า ขนาดของหูและขนาดสมองของคนเรา ก็คงเล็กใหญ่กว่ากันไม่มากเท่าไหร่

แล้วอะไรกันหนอ ที่ทำให้คนเรามีความสามารถในการฟังและคิดได้ต่างกันมากเหลือเกิน?

ผมเองก็ไม่ทราบคำตอบครับ...แต่ส่วนตัวแล้ว...ผมคิดว่า

...ego นั่นล่ะหนา ที่เป็นตัวแปรให้เราฟังและคิดได้แตกต่างกัน...

#NoteToSelf:

  • อย่าหลงคิดหรือเชื่อ ว่ากูเก่งที่สุด แน่ที่สุด...เพราะแท้จริงแล้ว เราอาจจะยังไม่รู้อะไรเลย ก็เป็นได้
  • เวลาประชุมเพื่อหารือกัน...ควรอย่างยิ่งที่จะถอดหัวโขน หรือวาง ego ลงชั่วคราว เพราะมันอาจทำให้ประสิทธิภาพในการฟังหรือคิด เสื่อมถอยลงอย่างมาก
  • ไม่ว่าเราจะแก่วัย หรือแก่ประสบการณ์...ก็อย่าพึ่งฟันธง ว่าความคิดของเราถูกต้องที่สุด
  • เพราะถ้ามันถูกต้องที่สุดจริงๆ...ฟังความคิดหรือความเห็นของคนอื่น แล้วค่อยฟันธงสรุป...ก็คงไม่ช้าเกินไปกระมัง?

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...