Skip to main content

Post#5-128: คนตายที่หายใจ

Post#5-128:
เรื่องหนึ่งที่ผมจะอารมณ์เสียทุกครั้งที่รับรู้ ก็คือ เรื่องที่ทีมงานทำงานตามวิธีการเดิมโดยไม่เคยรู้ที่มาที่ไป และไม่เคยคิดจะเปลี่ยนแปลง

บ่อยครั้งเหลือเกินที่ผมต้องตกใจมากๆ ที่บางเรื่องทำต่อๆ กันมานับหลายๆ ปี โดยที่ยังเป็นเหมือนเดิมทุกอย่าง

นอกจากจะเศร้าใจแทนองค์กรแล้ว ก็ยังเศร้าใจกับผู้บังคับบัญชาที่กำกับดูแลอีกด้วย

แต่ที่เศร้าใจที่สุด...ก็เห็นจะเป็นเศร้าใจกับทีมงานที่ไม่เอะใจถึงหายนะของตัวเอง

...

นี่เองที่ทำให้ผมรังเกียจ “Comfort Zone” แบบสุดลิ่มทิ่มประตู!

เมื่อเราทำอะไรซ้ำๆ โดยไม่ใส่ใจ หรือทำไปวันๆ หรือทำไปแบบเช้าชามเย็นชาม...

ความเคยชิน หรือ Comfort Zone ก็จะเปลี่ยนให้เรากลายสภาพไปเป็น “Dead Wood”

และเมื่อไหร่ที่เรากลายเป็น Dead Wood...ก็บอกได้เลยครับ ว่ามันยากเหลือเกิน ที่เราจะกลับตัวได้อีก

...

ดังนั้น ใครที่เข้าข่าย หรือรู้ตัวว่ากำลังจะกลายเป็น Dead Wood นั้น...ต้องรีบแล้วล่ะครับ

สำคัญต้องเริ่มที่การปรับวิธีคิดให้ได้เสียก่อน...ว่าเราจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้เด็ดขาด และเด็ดขาด!

อย่ามัวแต่ย้ำกับตัวเองว่า ที่เรากลายเป็น Dead Wood น่ะ เพราะอะไร...แต่ต้องถามตัวเองอย่างจริงๆ จังๆ ว่า จะหลุดจากสภาพ Dead Wood น่ะ เราต้องทำยังไง ต่างหาก

อ้อ! แล้วก็อย่ามัวแต่โทษคนนั้น โทษสถานการณ์นี้ หรือโทษโชคชะตาใดๆ อยู่เลยครับ...เพราะตัวเราเองนั่นแล ที่ทำให้เรากลายเป็นหรือเกือบจะเป็น Dead Wood

...

ถ้าเราไม่ตั้งมั่นอย่างแรงกล้า ว่าจะออกจาก Comfort Zone ให้ได้...ก็ไม่มีใครหน้าไหน จะช่วยเราได้

เราก็จะมัวแต่หาข้ออ้างมาสนับสนุนตัวเราเอง ให้กลายเป็นไอ้ขี้แพ้อยู่อย่างนั้น

เราจะมองเห็นแต่ทางตัน ทั้งๆ ที่ทางออกอยู่ข้างหน้า...เพราะใจที่มืดบอด ทำให้สมองมืดมัว และดวงตามืดมิด

มันไม่สำคัญหรอกครับ...ว่าเราจะใช้ชีวิตจมปลักแบบนี้มาแล้ว นานเท่าไหร่...แต่มันสำคัญที่ว่า อยากจะใช้ชีวิตที่ดีกว่านี้ เมื่อไหร่!

แล้วชีวิตจมปลักน่ะ...มันมีอะไรให้อาลัยอาวรณ์หนักหนา...นอกเสียจากว่า เราหลงติดกับความสบายหรือความเกียจคร้านของ Comfort Zone

...จำไว้นะครับ..ตราบที่ไม่เปลี่ยนวิธีคิด ชีวิตก็ไม่มีทางเปลี่ยน!...

#NoteToSelf: 

  • ถามตัวเองดีๆ ชีวิตจมปลักเป็น Dead Wood ที่ผ่านมา...เป็นชีวิตที่เราภูมิใจใช่มั๊ย?
  • เมื่อใดที่เรามีชีวิตติดหล่มจมปลัก...เราก็มักโทษนั่น นู่น นี่ ได้สารพัด...แต่เรามักจะลืมโทษตัวเอง และนั่นแหล่ะ คือปัญหาที่แท้จริง
  • ไม่มีความไร้ค่าใดมากกว่าการเป็นคนตาย ทั้งที่ยังหายใจ

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...