Skip to main content

Post#5-159: กล้าให้ถูก และกลัวให้เป็น

Post#5-159:
เคยถามตัวเองมั๊ยครับ...ว่าทุกวันนี้ เราทำงานด้วยความกลัวในสิ่งที่ควรกล้า และกล้าในสิ่งที่ควรจะกลัว รึเปล่าหนอ?

พูดง่ายๆ ก็คือ เรื่องควรจะกล้า ดันไม่กล้า...แต่พอเรื่องที่ไม่ควรจะกล้า ดันกล้าเกินควรไปซะงั้น

ถึงตรงนี้...น้องๆ หลายๆ คน อาจจะส่ายหัวด้วยความกลุ้มใจ...ว่าก็แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ ว่าเรื่องไหนต้องกล้า และเรื่องไหนควรกลัว?

ลองคิดดูมั๊ยครับ?

...

ถ้าเรื่องไหนที่อยู่ในขอบเขตงานและอำนาจหน้าที่ของตัวเอง...และเราใช้มันในทางที่ชอบที่ควร...จงอย่ากลัวครับ

แต่ถ้าเรื่องไหนที่มันอยู่นอกเหนือออกไปน่ะ...จงอย่ากล้าเกินงาม แต่ก็อย่ากลัวเกินเหตุ

อย่ากล้าเกินงามน่ะ หมายถึงแม้จะมั่นใจว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อองค์กรเพียงใด...ก่อนจะลงมือทำ ก็ควรประชุมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเสียก่อน

ต้องเผื่อว่า จะมีเอ๊ะในมุมที่เราคิดไม่ถึงมาก่อน

เตือนตัวเองไว้ครับ ว่าเจตนาดี ไม่ได้แปลว่าผลลัพธ์จะดีเสมอไปเสียเมื่อไหร่

...

ส่วนอย่ากลัวเกินเหตุ ที่ต้องมีไว้คู่กับอย่ากล้าเกินงามน่ะ...หมายถึง อย่ามัวแต่หดหัวอยู่ใน Comfort Zone

ถ้ามั่นใจว่ามีดีมากกว่าเสีย...ก็นำเสนอทีมที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอำนาจที่เหนือขึ้นไปได้เลย

ติงไว้หน่อยครับ ว่าก่อนจะนำเสนอหรือเรียกประชุม ก็ควรตกผลึกให้รอบคอบพอสมควร...อย่าแค่เสนอเป็นเชิงนโยบายหรือกรอบกว้างๆ แบบที่ไม่มีแผนปฏิบัติรองรับ

เพราะเราอาจจะไม่สามารถ convince ให้ทุกๆ คนเห็นภาพที่เรามีอยู่ได้

...

ผู้คนส่วนใหญ่ มักจะขังตัวเองไว้กับข้อจำกัดในการทำงาน”...แปลว่า มักจะหาคำอธิบายได้ทุกครั้ง ว่าทำไมจึงทำเรื่องนั้น นู้น นี้ ไม่ได้

ดังนั้น ถ้าต้องการก้าวขึ้นไปอยู่แถวหน้า ก็ต้องทลายกรอบความคิดแบบนี้เสีย...ด้วยการ หาหนทางและคำอธิบายให้ได้ทุกครั้ง ว่าจะทำเรื่องนั้น นู้น นี้ ให้สำเร็จได้ด้วยการสนับสนุนในเรื่องใดบ้าง

สรุปแล้ว ก็จงอย่ากลัวในสิ่งที่ควรกล้า, อย่ามองเห็นแต่อุปสรรคในการทำงาน...จงกล้าในสิ่งที่ควรกล้า แต่ไม่ใช่บ้าบิ่น

...และสุดท้าย จงฝึกตัวเองให้มองเห็นถึงหนทางในทุกๆ ปัญหาและอุปสรรคที่พบเจอ...

#NoteToSelf: 

  • ความกล้าที่แท้จริง หาใช่ความกล้าแบบบ้าบิ่น หากแต่เป็นความกล้าที่จะเผชิญกับความกลัวที่เรามี
  • ถ้าหากจะมีความกลัว...ก็ขอให้เป็นความกลัวที่ตัวเองจะกลายเป็น Dead Wood ให้มากๆ จะดีกว่า
  • หากอยากก้าวหน้า...ต้องกล้าให้ถูก และกลัวให้เป็น

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...