Skip to main content

Post#5-168: Goal vs Cut off

Post#5-168:
มาลองขบคิดหาคำตอบกันครับ...ว่าสถิติมีไว้ทำไม?

คำตอบแว่บแรกที่เข้ามาในหัว...คืออะไรครับ?

ใช่คำตอบที่หลายๆ คนมักจะตอบว่า...สถิติมีไว้ทำลายรึเปล่า?

...

เอาจริงๆ สถิติต่างๆ ที่มี...ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดๆ ก็ตาม...ถือเป็นตัวเปรียบเทียบอย่างหนึ่ง

เมื่อเปรียบเทียบได้...จึงจะบอกได้ว่า จำนวนไหน, ปริมาณไหน หรือตัวเลขไหน ที่มากหรือน้อยกว่ากัน

เช่นว่า ปีนี้ร้อนกว่าสถิติสูงสุดที่เคยบันทึกไว้, วันนี้ทำยอดขายสูงที่สุดตั้งแต่เปิดบริษัทมา, เดือนนี้มีจำนวนลูกค้าน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น

แต่จำเป็นไหมล่ะหนอ...ที่เราจำต้องจ้องจะทำลายสถิติในทุกๆ เรื่อง?

...

เอาเป็นว่า ถ้าเป็นสถิติในเรื่องดี...ก็ใช่ล่ะครับ

หากแต่ส่วนมาก เรามักมีสถิติไว้ชื่นชม...ไม่ค่อยจะกระตือรือร้นที่จะทำให้ดีกว่าสถิติเดิมสักเท่าไหร่

แต่ถ้าเป็นสถิติในเรื่องแย่ๆ...ก็จงใช้มันเป็นขอบเขตจะดีกว่า

หากแต่ส่วนใหญ่...เราก็มีมักจะเผลอไผลหรือมักง่ายขยายขอบเขตให้ใหญ่ขึ้นไปเสียทุกทีสิน่า

...

นี่เองที่เราจำต้องทำอะไรก็ตามอย่างมีเป้าหมายและขอบเขต

คือควรตั้งเป้าหมาย (Goal) ให้ดีกว่าดีที่สุดที่เคยมี

และควรกำหนดว่า เราจะไม่ยอมให้ผลลัพธ์ต่ำไปกว่าขอบเขต (Cut off) โดยเด็ดขาด

ทำดีกว่า Goal ก็เรียกว่า Outstanding และต่ำกว่า Cut off ก็เรียกว่า Underperform

แปลว่า หากทีมงานทำได้ทะลุ Goal...เราก็สมควรตบรางวัล

และถ้าทำได้ต่ำกว่า Cut off...เราก็ควรจะเรียกเข้าห้องเย็นกันยาวๆ

...รู้อย่างนี้แล้ว...จะไม่ลองกำหนด Goal และ Cut offf เพื่อกระตุ้นตัวเราและทีมงานกันบ้างหรือครับ?...

#NoteToself: 

  • ตั้ง Goal ให้อยู่ในระยะเอื้อมถึง...และอย่ากำหนด Cut off ให้ต่ำจนเกินไป
  • จงตั้งทั้งขอบบนและขอบล่างให้อิงอยู่กับกรอบความจริงที่เป็นไปได้...สูงเกินก็คือฝันเฟื่อง และต่ำเกินก็ทำให้ขาดความทะเยอทะยาน
  • ขาด Goal ก็เท่ากับขยันว่ายน้ำโดยไร้จุดหมาย...และขาด Cut off ก็ไม่ต่างจากลงไปแช่น้ำในสระโดยไม่ว่าย

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...