Skip to main content

Post#5-172: ความภาคภูมิใจของลูกผู้ชาย

Post#5-172:
ถ้าเลือกได้ เราอยากจะเป็นตัวเลือกแรก หรือตัวเลือกรองครับ?

ผมประเมินว่า ในเรื่องงาน เราอาจต้องการที่จะเป็นตัวเลือกเบอร์แรกของเจ้านาย...เพราะนั่นหมายถึงโอกาสในการก้าวหน้าที่สูงกว่า

แล้วในเรื่องความรักล่ะครับ...เราอยากจะเป็นตัวเลือกแรกหรือตัวเลือกรอง?

ก่อนตอบลองคิดดูให้ดีๆ ก่อนนะครับ

...

คำตอบขึ้นอยู่กับว่า...เราถามคำถามนี้ กับผู้หญิงหรือผู้ชาย?

ถ้าเป็นผู้ชาย...ส่วนใหญ่คงจะตอบว่า ก็ต้องอยากเป็นตัวเลือกแรกน่ะสิ ถามมาได้!

แต่ถ้าเป็นผู้หญิง...ส่วนใหญ่น่าจะตอบว่าไม่ขอเป็นตัวเลือกแรก...แต่ต้องเป็น “ตัวเลือกเดียว” ต่างหาก

...

ชะรอยเรื่องนี้ ก็น่าจะเป็นสัญชาตญาณของสัตว์โลก อีกกระมังครับ?

เพศผู้...เลือกคู่จากภาพลักษณ์ภายนอกเป็นสำคัญ แปลว่า ขอให้สวยไว้ก่อน เรื่องอื่นว่ากันทีหลัง

แต่เพศหญิง...ให้ความสำคัญกับ “ความรักและความผูกพัน” ว่าเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่ามาก

ดังนั้น จะเลือกคู่ทั้งที ก็ต้องดูแล้วดูอีก เลือกคนที่ใช่ที่สุด...ไม่ใช่ว่าจะเลือกใครก็ได้

...

ส่วนใครจะปรามาสผู้หญิงสมัยนี้ ว่าคบคนหล่อ เลือกคนเลว และแต่งคนรวย...ก็แล้วแต่ละกันครับ

ส่วนตัวผมคิดว่า ถ้าผมเป็นผู้หญิง...ถ้าผู้ชายยังไม่รวย...ก็คบได้ ไม่เห็นแปลก

แต่ถ้าผู้ชายไม่มีความทะเยอทะยานจะสร้างฐานะหรือความมั่นคงให้กับชีวิต...ก็อย่าได้เลือกมาเป็นคู่เลยครับ

...

ผมเป็นคนหัวโบราณ...ดังนั้น ก็อยากฝากเพศผู้ทั้งหลายให้ไปคิดเสียหน่อย ก่อนที่จะคิดจริงจังกับผู้หญิงสักคน

ว่าหาแฟนน่ะ...เป็นเรื่องเล็ก

แต่การจะรับใครเข้ามาเป็นคู่ชีวิตน่ะ...เป็นเรื่องใหญ่

แล้วถ้าแค่ผู้หญิงคนเดียวยังดูแลเค้าไม่ได้ล่ะก็...อยู่เฉยๆ น่าจะดีกว่า

อย่าไปมัวกล่าวโทษ ว่าผู้หญิงเห็นแก่เงิน ไม่ยอมมาลำบากด้วยกัน อยู่เลย

เพราะแทนที่จะไปคิดอยากให้เค้ามาลำบากด้วยกัน...

สู้เอาเวลามาคิดว่า เมื่อเข้าไปในชีวิตเค้าแล้ว...จะทำยังไงให้ชีวิตเค้าดีขึ้น จะดีกว่ามั๊ย?

...ความภาคภูมิใจของลูกผู้ชาย ก็คือการดูแลลูกเมียให้อยู่ดีมีสุข...หรือมิใช่?...

#NoteToSelf: 

  • ถูกต้องแล้วเหรอ ที่ไปว่าผู้หญิงเห็นแก่ได้...แน่ใจนะ ว่าไม่ใช่เราเห็นแก่ตัว?
  • ถ้าตัวเราไม่คิดถึงการสร้างอนาคต...ก็อย่าไปเหมาว่า ผู้หญิงเค้าคงจะคิดเหมือนเรา
  • อย่าหลอกตัวเอง ว่าเรามีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน...แท้ที่จริง เราเป็นพวกอยู่ไปวันๆ รึเปล่า?

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....