Skip to main content

Post#5-167: Self-priority

Post#5-167:
ผมเชื่อว่า ผู้คนส่วนใหญ่ชอบให้เรื่องยากๆ กลายเป็นเรื่องง่าย...แต่ตัวเองมักจะเป็นพวกทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก โดยไม่ค่อยจะรู้ตัว

เอาตรงๆ คือถ้าเป็นเรื่องที่ทำให้ตัวเราได้ประโยชน์...เราก็อยากให้ทุกอย่างมันง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

แต่ถ้าเป็นเรื่องที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์หรือทำให้คนอื่นได้ประโยชน์...แบบนี้ก็กลายเป็นเราท่ามาก”, “ขั้นตอนเยอะและสารพัดจะติดขัด

ผมเรียกรวมๆ คนที่มีนิสัยแบบนี้ ว่าเป็นพวก “Self-priority” ก็แล้วกันนะครับ 

...

ได้แต่หวังว่า คนที่เป็น Self-priority นั้น จะเป็นประชากรส่วนน้อยในสังคม...และได้แต่หวังว่าคนกลุ่มนี้ จะไม่ถลำลึกจนกลายเป็นพวก Selfish ไปเสีย

ตราบเท่าที่ไม่เลิกเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลแล้วล่ะก็...คนรอบข้างก็มีแต่จะตีตัวออกห่าง

ยิ่งโดยเฉพาะคนที่เอานิสัยแบบนี้ไปใช้ในที่ทำงานด้วยแล้ว...โอกาสโดนโดดเดี่ยวมีสูงมากทีเดียว

ก็แล้วเราจะระมัดระวังตัวเองยังไงดีล่ะหนอ...เพื่อไม่ให้ตัวเรากลายเป็นพวก  Self-priority ไปได้?

...

ผมว่า เราควรต้องเตือนตัวเอง ว่าจงอย่าได้กลัวจะเสียเปรียบ จนกลายไปเป็นการเอาเปรียบคนอื่น

เอาง่ายๆ คือ แค่อย่ายอมเสียเปรียบจนเกินทนให้ได้ก่อน...คือถ้าคนอื่นไม่ล้ำเส้นที่เรากำหนดไว้ ก็ถือว่า ทำบุญด้วยการให้อภัยและวางเฉย ไปเสีย

อ้อ! แล้วก็อย่าไปถือเป็นเกณฑ์เสียล่ะครับ...ว่าถ้าเราทนได้ คนอื่นก็ต้องทนรับได้เหมือนกับเรา

...

เมื่อยอมเสียเปรียบในระดับที่เราไม่ต้องฝืน พร้อมๆ กับที่เราจะไม่เอาเปรียบใครโดยเอาเกณฑ์ของเราเป็นตัวตั้ง...

เราก็จะรักษาตัวเองให้ห่างไกลจากการเป็นพวก Self-priority ไปได้

แล้วเมื่อเราระวังตัวไม่ให้กลายเป็นพวก Self-priority ได้แล้ว

...เราก็จะกลายเป็นคนที่ทีมงานอื่นๆ อยากที่จะทำงานด้วย นั่นเองครับ...

#NoteToSelf: 

  • คนที่คิดจะทำให้งานของคนอื่นง่าย...ในท้ายที่สุด งานของตัวเองก็จะง่ายขึ้นด้วย
  • แต่คนที่คิดแต่จะทำให้งานของตัวเองง่าย...ผลลัพธ์ที่ได้ คือทั้งงานและสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน ก็อาจจะไม่ง่าย
  • ส่วนคนที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล...หากเป็นเจ้านาย ก็ไม่มีใครเคารพ, เป็นลูกน้อง ก็ไม่มีใครเอ็นดู และเป็นเพื่อนร่วมงาน ก็ไม่มีใครชื่นชม

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...