Skip to main content

Post#5-211: งานช่วย

Post#5-211:
เคยฝากงานให้ลูกน้อง “ช่วยทำ” กันบ้างมั๊ยครับ?

ใครที่ทำงานอยู่ในองค์กรใหญ่ๆ ก็มักจะมีประสบการณ์แบบนี้กันแทบจะถ้วนทั่วทุกตัวคน...เพราะผู้บริหารระดับสูงจะชอบทดลองอะไรใหม่ๆ ด้วยการคิด “Project”

และการทดลองอะไรใหม่ๆ ก็มักจะมาพร้อมทรัพยากรที่ค่อนข้างจำกัด...ซึ่งทรัพยากรที่ถูก “จำกัด” มากที่สุด ก็คือ “คน” นั่นล่ะครับ

เมื่อมีคนอยู่จำนวนจำกัด...ก็ต้องควานหาคนที่มีอยู่ในองค์กรมาช่วยกัน “ลงแขก” เพื่อให้ 
Project ใหม่ๆ เดินหน้าต่อไปได้

ช่วยกันคิดตามผมทีครับ...การใช้คนที่มีมาช่วยกันทำ Project เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่หนอ?

...

เอาจริงๆ คำตอบ เป็นไปได้ทั้ง “ถูก” และ “ผิด” ครับ

อาจจะถูก...ถ้า Project นั้น เป็นแค่การทำ Productivity Improvement หรือ Process Improvement ธรรมดา

แต่อาจจะผิด...ถ้า Project นั้นๆ เป็น New Project ที่ไม่เคยมีมาก่อนในองค์กร

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบใด...การดึงคนจากหน่วยงานต่างๆ ที่มีมาทำ ต้องมีการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบให้ชัดเจน ไม่ใช่ให้เป็นแค่ “งานช่วย”

เพราะถ้าเป็นงานช่วย...แปลว่าจะทำก็ต่อเมื่อ “ว่าง”

แปลต่ออีกทีว่า ถ้างานประจำนั้น “ยุ่งอยู่แล้ว” ก็อย่าหวังเลยว่า จะทำ “งานช่วย” ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีได้

...

ดังนั้น การใช้คนที่มีอยู่มาทำ New Project...จึงต้องทำอย่างเหมาะสมและจริงจัง

เหมาะสมตั้งแต่การกำหนด Vision และ Goal ของ New Project นั้นๆ ไปจนกระทั่งการคัดเลือกตัวผู้รับผิดชอบ, ทีมงาน ไปจนกระทั่งการกำหนด Budget และ Timeline

เพราะถ้ายังงงๆ อยู่ว่า จะทำ New Project ไปทำไม...ก็เท่ากับเสียเงินและเวลาไปเปล่าๆ

เพราะถ้าเลือก “แม่ทัพใหญ่” ผิด...ก็เท่ากับว่า ส่งลูกที่พึ่งคลอดให้กับฆาตกร

เพราะถ้าเลือกทีมงานมาผิดพลาด...ก็เท่ากับการส่ง “แม่ทัพใหญ่” ไปตายในสนามรบ

เพราะถ้าไม่มีการสนับสนุนด้าน “Budget” และไม่มีการกำหนด “TimeIine” ที่ชัดเจน...ก็เท่ากับวางแผนเพื่อที่จะล้มเหลว

...ดังนั้น จงอย่าเริ่มต้น New Project ด้วยความผิดพลาดทั้งหลายที่ว่ามาเลยครับ...เพราะมันเป็น such a waste ที่น่าชิงชังเสียเหลือเกิน...

#NoteToSelf:

  • อย่าดึงคนมาทำงาน แบบให้เป็น “งานช่วย” เพราะไม่มีใครอยากเหนื่อยยากโดยไม่มีผลงานชัดเจน
  • อย่าให้ New Project ล้มเหลว เพราะความไม่เดียงสาในการกำหนดแผนงานทั้งหลายทั้งปวง
  • ถ้ารู้ทั้งรู้ว่า New Project เป็นความหวังใหม่ๆ...จงวางแผนที่จะทำให้มันมี “อนาคตที่ดี” ไม่ใช่ “ปัจจุบันที่ยับเยิน”

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....