Skip to main content

Post#5-234: ชีวิตก็เหมือนเข้า Fitness

Post#5-234:
ผมจำไม่ได้เอาจริงๆ ว่าครั้งล่าสุดที่ได้ตามลูกมาเรียนพิเศษนั้น เป็นเมื่อไหร่กันหนอ?

ถ้าจำไม่ได้แบบนี้...คงแปลว่า นานพอดู

ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา...งานผมยุ่งมากจริงๆ...ยุ่งจนกระทั่งลืมวันลืมคืนเลย ก็ว่าได้

...

มิใยที่ผมมักจะบอกกับทีมงาน ว่ามันสำคัญมากๆ กับการที่เราต้องสร้าง Work-life Balance

หากแต่คงมีหลายๆ คนที่เป็นพวก Workaholic อย่างที่ผมเป็นอยู่...และแน่นอนว่า ผู้คนอีกมากมาย ก็เลือกที่จะเป็น Funaholic

แบบไหนถูก...ผมคงไม่ต้องถามกระมังครับ

เพราะคำตอบของทุกคนน่าจะย่อมเหมือนกัน...ว่าต้องเลือก Work-life Balance

...

ถึงตรงนี้ อย่าพึ่งตีความผิดๆ ว่า Work-life Balance นั้น แปลว่า เราต้องแบ่งทุกอย่างแบบครึ่งๆ

มันไม่ใช่การทำงาน 3 วันครึ่ง และหยุด 3 วันครึ่ง ต่อสัปดาห์, มันย่อมไม่ใช่การทำงาน 15 วัน แล้วหยุดต่อเนื่องอีก 15 วัน

แต่การสร้าง Work-life Balance น่าจะเหมือนการเข้า Fitness เสียมากกว่า

คือออกกำลังหนักๆ ติดต่อกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็พัก...แต่แน่นอนว่าช่วงระยะเวลาที่พัก ต้องสั้นกว่าช่วงที่ออกกำลัง

เพราะถ้าช่วงพักนานกว่าช่วงออกแรง...แล้วจะไป Fitness เพื่อประโยชน์อันใดหนอ?

...

คราวนี้ มาลองดู Lanscape กว้างๆ ของช่วงชีวิตของคนเรา ดูกันสักหน่อย

เราใช้เวลา 10 ปีแรกของชีวิตกับความไม่เดียงสาใดๆ ในชีวิต

อีก 10 ปีต่อมา...เราใช้มันเพื่อเรียนและเตรียมความพร้อม

จากนั้น เราก็เข้าสู่ช่วงวัยทำงานที่ยาวนานถึง 40 ปี...

แล้วจากนั้น ก็จะเข้าสู่วัยเกษียณ อีก 30 ปี

กลายเป็น 10-10-40-30

ลองตั้งคำถามกับตัวเองดูครับ...ว่าเหตุใด เราจึงมีช่วงวัยทำงานยาวนานกว่าช่วงอื่นๆ?

...

ได้คำตอบให้กับตัวเองมั๊ยครับ?

ผมว่า การที่คนเราส่วนใหญ่ มีช่วงวัยทำงานยาวนานถึง 40 ปี (บางคนก็ไม่ยอมเกษียณ และทำงานต่อไปเรื่อยๆ) ก็น่าจะเพราะว่า...

เราจะได้ใช้ช่วงนี้ เพื่อใช้ความรู้ที่ได้เรียนมา เพื่อหาเลี้ยงชีพ, จุนเจือครอบครัว รวมไปถึงเพื่อสร้างฐานะ 

นอกจากนั้น ก็เพื่อสั่งสมประสบการณ์ต่างๆ ทั้งดีและร้าย เอาไว้ให้มากพอ

...แล้วเราจะได้มีชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขตามอัตภาพ และได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้กับคนรุ่นหลัง กระมังครับ...

#NoteToSelf:

  • ถ้าชีวิตเหมือนฟุตบอล...ครึ่งแรกเราเร่งทำประตูนำ แล้วครึ่งหลังจะได้ตั้งเกมรับสบายๆ...ก็น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดี
  • อย่าพึ่งรีบอยากพักจนเกินงาม...หลังเกษียณ ยังมีให้ได้พักอีกนาน ซึ่งอาจจะนานจนทำให้เราฟุ้งซ่าน ได้เลยทีเดียว
  • อย่าลืมแบ่งเวลาทำงานกับพักผ่อนให้เหมือนเราเข้า Fitness...ซึ่งเป็นที่ๆ เราไปออกกำลังนะ...ไม่ใช่ไป Selfie

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...