Skip to main content

Post#5-214: หาทางโค่น Boss ใหญ่

Post#5-214:
มีวาทะหนึ่งว่าไว้...”ยิ่งใกล้เส้นชัยเท่าไหร่...อุปสรรคยิ่งมากเป็นเท่าทวี

จะว่าไป...วาทะนี้ก็มีประเด็นชวนคิดต่อไม่น้อย

เช่น ถ้าเทียบกับ Console Game หรือ On-line Game ทั่วๆ ไป ที่เราเล่นกัน...ยิ่งเข้าใกล้ห้อง Boss เท่าไหร่ มันก็จะยากขึ้นเท่านั้น เหมือนกัน

...

ถ้าเชื่อตามวาทะข้างต้น...แล้วหากตอนนี้ ชีวิตเรากำลังเผชิญอยู่กับอุปสรรคอันหนักหนา ทำให้เรารู้สึกเหมือนจวนอยู่จวนไป แล้วล่ะก็...

แบบนี้ ก็ต้องแสดงความยินดีให้กับตัวเองแล้วสิครับ...เพราะแปลว่า เส้นชัยนั้น อยู่อีกไม่ไกลแล้ว

กัดฟันอีกนิด แล้วฝ่าอุปสรรคข้างหน้าไปให้ได้ครับ...จะถึงห้อง Boss อยู่ข้างหน้านี้แล้ว

แล้วเมื่อไปถึงห้อง Boss...มีฝีมือเท่าไหร่ ก็ปล่อยออกมาให้เต็มที่ครับ เพราะผ่าน Boss ไปได้ เราก็จะผ่านฉากนี้แล้ว

...

สังเกตดูก็ได้ครับ...หลังผ่าน Boss มาได้...ตัวเกมก็จะกลับมาง่ายๆ สบายๆ อีกครั้งหนึ่ง

ก็เสมือนให้เราได้พักสักนิด...ก่อนที่จะเผชิญกับ Boss ตัวต่อไป

น่าเสียดายที่ในชีวิตจริงของเรา...ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องเจอ Boss ใหญ่ตอนไหน?

รู้แต่ว่า เมื่อผ่าน Boss ใหญ่ไปได้...ชีวิตต่อจากนั้นของเรา ก็คงมีแต่ความสบายรออยู่แล้วล่ะครับ

...

แต่ก็ต้องประเมินให้ดีนะครับ...

เพราะบางคนก็รีบร้อนไปหน่อย ไปเจอ Boss ใหญ่ ตอนที่ Level ยังต่ำเกินไป...จึงต้องพ่ายแพ้บาดเจ็บหนัก

บางคนก็มัวแต่เก็บ Level นานไปนิด...จนคนอื่นมาเก็บ Boss ใหญ่แทนเราไปเสีย

บางคนก็จับพลัดจับผลู...จู่ๆ ก็โผล่มาเจอ Boss ใหญ่ ในวันที่ตัวเองมี Level พร้อม และอาวุธครบมือพอดี

...

ดังนั้น เรามีแต่ต้องฝึกให้แกร่ง เตรียมให้พร้อมครับ...

ยิ่งชีวิตยากเท่าไหร่ เจ้า Boss ใหญ่ ก็ยิ่งใกล้ปรากฏกายเต็มทีแล้ว

แล้วเราเชื่ออย่างนั้นกันมั๊ยครับ?

...ถ้าเชื่อ ก็ลุยเลยครับ...เพราะฉากจบ แบบ Happily Ever After น่าจะรอเราอยู่แล้ว ข้างหน้านี้เอง...

#NoteToSelf:

  • บ่อยครั้ง ที่เราเจอฉากยากๆ ก่อนเจอ Boss...แล้วเราก็ดันยอมแพ้ไปก่อน อย่างน่าเสียดาย
  • อุปสรรคมีไว้ก้าวข้าม...ไม่ได้มีไว้กลัว
  • ไม่สู้ก็มีแต่แพ้...ต้องสู้ เพื่อให้รู้ว่า Level ของเรายังห่างอีกเท่าไหร่ กว่าที่จะพิชิต Boss ลงได้

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...