Skip to main content

Post#5-227: จงทุ่มเทให้มากกว่าที่ได้รับ

Post#5-227:
หลายคนคงเคยตั้งคำถามกับตัวเอง...ว่าทำไมเรายังย่ำเท้าอยู่กับที่ ไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งกับเค้าเสียที?

งั้นลองถามตัวเองดูอีกที...แต่ต้องถามแบบไม่โกหกตัวเองนะครับ

...ว่าเราสมควรได้เลื่อนตำแหน่งมั๊ยหนอ?

...

ผมสรุปให้สั้นๆ ให้ลองไปคิดดู แบบนี้ครับ...

ถ้าเราทำงานได้น้อยกว่าความคาดหวังจากตำแหน่งงานและ Job Description แล้วล่ะก็...ก็แปลว่า Work Competency ของเรายังอ่อนด้อย

ถ้าเรายังเที่ยวอิจฉาคนนั้น, กล่าวโทษคนนี้ หรือเกี่ยงงานที่ได้รับมอบ...ก็แปลว่า เรายังมี EQ และ Leadership ไม่พอเพียง

เมื่อทั้ง Competency ไม่ดี และ Leadership ก็ไม่ได้...ทำไมยังคิดว่า เราควรได้รับการเลื่อนตำแหน่ง?

...

เราอาจจะคิดไปเองว่า ยิ่งอยู่ในบริษัทนานเท่าไหร่...ยิ่งมีโอกาสหรือสมควรได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้น

แท้จริงแล้ว...วิธีคิดแบบนี้ มันเป็นอันตรายต่อตัวเราอย่างยิ่ง

ถ้ายังไม่เข้าใจ...งั้นลองคิดตามผมดูอีกที

ถ้าเรามีอายุงานมากขึ้น แต่มีความสามารถในงานเท่าเดิม, ความกระหายในความสำเร็จลดลง และความอยากในการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ก็ไม่มี

แบบนี้...ถ้าเราเป็นเจ้านาย หรือเจ้าของ...จะอยากเลื่อนตำแหน่งให้มั๊ย?

...

เอาจริงๆ...ผู้คนส่วนใหญ่มักจะโทษว่า เจ้านายไม่ให้โอกาส, ฝ่ายบุคคลฯ เรื่องมาก หรือไม่ก็บริษัทไม่ยุติธรรม

โทษว่า ลำเอียงเลื่อนตำแหน่งให้เด็กข้ามหัว, โทษว่า เห็นเด็กรุ่นใหม่ดีกว่ารุ่นเก่า และ ฯลฯ

แต่ไม่ค่อยมีใครพิจารณาตัวเองแบบตรงไปตรงมา...ว่าแท้จริงแล้ว เราคือคนที่ใช่สำหรับตำแหน่งที่สูงขึ้นรึเปล่า?

คิดดูให้ดีๆ...อย่าได้โกหกตัวเอง

ก็เพราะเราเองใช่มั๊ย...ที่หยุดอยู่กับที่ จนลูกน้องแซงหน้า?

ก็เพราะเราเองใช่มั๊ย...ที่ไม่คิดจะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จนบริษัทฯ ต้องหาคนอื่นมาแทน?

...

แต่ถ้าเราไม่ได้แย่...หากแต่เจ้านายไม่ผลักดัน, ฝ่ายบุคคลฯ ไม่ชอบขี้หน้า หรือบริษัทฯ มันห่วยแตกจริงๆ

ถ้าเรามั่นใจ ว่าเราดีพร้อม...แต่ฟ้าไม่เป็นใจ แล้วล่ะก็...

งั้นจะอยู่ต่อไปทำไมล่ะครับ?

นกดีย่อมต้องเลือกกิ่งไม้เกาะ...หรือมิใช่?

ผมสรุปสั้นๆ ให้ว่า

...จงทุ่มเทให้มากกว่าที่ได้รับ...แล้วจะได้รับมากกว่าที่ทุ่มเท...

#NoteToSelf:

  • ทุ่มเทไปทำไม?...ตอบได้ง่ายๆ ว่าทุ่มเทไปเถอะ เพราะคนที่จะได้ประโยชน์มากที่สุดก็คือตัวเราเอง
  • ความรู้, ความสามารถ และความชำนาญ...ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้!
  • ถ้ามั่นใจแล้วว่า บริษัทไม่เห็นค่า...จงอย่าอยู่ / แต่ต้องมั่นใจให้มากกว่า ว่าเราแสดงคุณค่าของเราเหมาะสมแล้ว ใช่หรือไม่!

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...