Skip to main content

Post#5-231: อยู่ตำแหน่งไหนของแถว

Post#5-231:
บ่ายวันนี้ ผมมีโอกาสได้ประชุมทีมผู้บริหารขององค์กรแห่งหนึ่ง...เกี่ยวกับเรื่องของทิศทางองค์กร

ยิ่งองค์กรมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าใด...เรื่องของทิศทางขององค์กร ก็เป็นเรื่องยากขึ้นเท่านั้น

เพราะการทำให้ทุกคนในองค์กรเข้าใจในเป้าหมายเดียวกัน เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย...

และต่อให้เข้าใจเป้าหมายแล้ว ก็ใช่ว่าทุกคนจะใช้เส้นทางเดียวกัน ไปสู่เป้าหมายนั้นๆ

...

ลองคิดภาพของกองทหารในพิธีสวนสนาม ดูก็ได้ครับ

ถ้าหัวแถวเลี้ยวขวากระทันหันโดยไม่ให้สัญญาณหรือให้สุ้มให้เสียง...คิดว่าคนที่เดินตามมา จะเป็นยังไง?

หรือต่อให้ตะโกนบอกว่าจะเลี้ยวขวาแล้วนะ...แต่คนที่เดินตามมัวแต่เหม่ออยู่ ก็เป็นอันเสียรูปขบวนแน่ๆ

ยกตัวอย่างให้ชัดขึ้นอีกนิด...คิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็น “เกมบอกต่อ” จากหัวแถวไปถึงหางแถวน่ะ ยังมั่นใจมั๊ยว่า ข้อความที่สื่อสารออกไป จะถูกต้องตรงกันเป๊ะๆ

...

องค์กรยิ่งมีขนาดใหญ่และมีลำดับขั้นในการบริหารและบังคับบัญชาเยอะ...จึงมักประสบปัญหาเช่นตัวอย่างที่ผมยกมา

ดังนั้น เรา, ในฐานะส่วนหนึ่งขององค์กร, ก็ต้องรู้บทบาทและตำแหน่งของตัวเองให้ชัดเจน

รู้ตัวมั๊ย ว่าอยู่ตำแหน่งไหนของแถว?

รู้ชัดมั๊ย...ตอนไหนต้องออกคำสั่ง, ตอนไหนต้องหยุดพักขบวน, ตอนไหนต้องเร็ว, ตอนไหนต้องช้า, ฯลฯ

รู้รึเปล่า...ว่าตอนไหนต้องเงี่ยหูฟังคำสั่ง, ตอนไหนต้องดึงจังหวะให้ช้า, ตอนไหนต้องซอยเท้าเร่งจังหวะ, ฯลฯ

...

แถวขบวนจะสง่างาม เมื่อทุกคนก้าวเท้าพร้อมเพรียง, แถวไม่ขาดตอน และแปรขบวนได้อย่างสวยงาม

องค์กรก็ไม่ต่างกันครับ...

...ผู้นำต้องตั้งใจสั่ง, ผู้ตามก็ต้องตั้งใจฟัง และทั้งผู้นำและผู้ตาม ต่างต้องตั้งใจที่จะร่วมขบวนไปพร้อมกันด้วย...

#NoteToSelf:

  • ความตั้งใจเพียงอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอที่จะใช้ขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า...หากแต่ต้องมีวินัย, ใส่ใจ และร่วมใจลงมือด้วย
  • บทบาทมาพร้อมหน้าที่และความรับผิดชอบ...ดังนั้น จงอย่าลืมตำแหน่งในแถวเป็นเด็ดขาด
  • บางคนเป็นผู้ตามที่ดี แต่เป็นผู้นำไม่ได้...บางคนอยากเป็นผู้นำให้ได้ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเป็นผู้ตามที่ดี

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....