Skip to main content

Post#5-213: เมื่อวาน, วันนี้ และพรุ่งนี้

Post#5-213:
หลายต่อหลายคนคงเคยตั้งคำถามกับตัวเอง...ว่า บั้นปลายอนาคตของตัวเอง จะอยู่ที่ตรงไหนกันหนอ?

น่าเสียดายที่จะต้องบอกว่า...มากกว่าครึ่งค่อน ที่ยังมองภาพอนาคตของตัวเองไม่ออก

และอีกจำนวนไม่น้อย...ไม่เคยตั้งคำถาม และไม่เคยคิดถึงบั้นปลายอนาคตของตัวเองเลยด้วยซ้ำ

...

มันเป็นเรื่องน่าเศร้า...ที่คนเราส่วนใหญ่ มักจะ...

หนึ่ง...มัวแต่เสียใจกับเรื่องอดีตที่ผ่านมา

สอง...ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ในปัจจุบัน

และสาม...ไม่เคยตั้งคำถามใดๆ เลย เกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง

ลองถามตัวเองดูทีครับ ว่ากำลังเป็นแบบนี้อยู่มั๊ย?

...

ผมขออนุญาตพูดอย่างไม่เกรงใจเลยนะครับ...ว่าถ้าอยากให้อดีตน่าจดจำ, ปัจจุบันมีความสุข และอนาคตมีความชัดเจน

เราก็ไม่มีทางเลือกอื่น...นอกจากทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่านั้น

เพราะถ้าทำปัจจุบันให้ดีไม่ได้...อดีตก็จะไม่เคยงดงาม และอนาคตก็จะไม่มีวันชัดเจน

...

หากเรานึกเสียใจกับอดีต...

ก็ย่อมหมายความว่า ตอนที่อดีต (ที่กำลังนึกถึงอยู่) เป็นปัจจุบัน...เราอาจไม่ได้ทำอะไรเต็มที่กับมัน...วันนี้จึงต้องมานั่งเสียใจ นั่นอย่างไร

ถึงวันนี้ จะมามัวนั่งเสียใจกับความผิดพลาดในอดีต...จะได้ประโยชน์อะไร เพราะถึงยังไง ก็ไม่มีวันกลับไปแก้ไขใดๆ ได้แล้ว

...

หากวันนี้ ยังไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่...

งั้นก็ลองกลับไปอ่านย่อหน้าบนอีกทีสิครับ...

เผื่อว่าจะรู้สึกตัวขึ้นมาได้บ้าง...ว่าถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องลุกขึ้นมาจริงจังกับชีวิตเสียที

...

และหากวันนี้ ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงกับชีวิตบ้าง...

อนาคตที่จะมาถึง...เราก็จะต้องมานั่งเสียใจกับอดีตที่เราปล่อยให้สูญเปล่า...อีกครั้งและอีกครั้ง

อดีต และอนาคต...จึงมีแก่นที่ชื่อปัจจุบันเป็นตัวเชื่อมและตัวกำหนดความเป็นมาและความเป็นไป

ด้วยเหตุนี้...พุทธองค์จึงทรงสอนให้เราอยู่กับปัจจุบันให้มากๆ

เพราะเมื่อเข้าใจปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้นเท่าไหร่

...อดีตก็ย่อมจะสวยงาม และจะไม่ต้องคอยกังวลกับอนาคตที่จะมาถึง...

#NoteToSelf: 

  • อย่าได้ตีความผิดเพี้ยนไป...เพราะการเข้าใจปัจจุบันนั้น แตกต่างจากมีชีวิตไปวันๆ อย่างสิ้นเชิง
  • อดีตที่ดี มาจากปัจจุบันที่ดี...เช่นเดียวกับอนาคตที่ดี ก็มาจากปัจจุบันที่ยอดเยี่ยม...หรือมิใช่?
  • ทำวันนี้ให้ดีที่สุด...แล้วเราจะมีเมื่อวานที่ดีๆ ไว้ให้จดจำ บวกกับเราจะไม่มีวันจะหวั่นเกรงพรุ่งนี้ที่ยังมาไม่ถึง

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...