Skip to main content

Post#5-334: จำเจและจำใจ...เพราะขาดการประเมิน

Post#5-334:
ตั้งแต่เช้า ทีมงานและผม ก็ร่วมฟังบรรยายสรุปกรอบการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ อยู่กับคณะข้าราชการของประเทศหนึ่ง

แม้เรื่องที่บรรยายจะเป็นเรื่องเดิม แต่กลุ่มผู้เข้าร่วมฟังนั้น แตกต่างออกไป...ซึ่งนั่นก็ย่อมหมายความว่า แต่ละประเทศก็ย่อมมีท่าทีตอบสนองที่ต่างกันไปด้วย

ภารกิจนี้ จึงเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของทีมอย่างยิ่งยวด ก็ว่าได้...เพราะทีมกำลังต้องต่อสู้กับ Paradigm ของคนหมู่มาก, ต่างเชื้อชาติ, ต่างพื้นฐาน และต่างข้อจำกัด

...

ช่วงบ่าย ก็ถึงคราวที่ผมได้ขึ้นบรรยายสรุปกรอบความคิดใหม่ของอุตสาหกรรมหนึ่ง...ซึ่งเป็นกรอบความคิด ที่ทีมงานและผมร่วมกันสร้างขึ้นเอง

แม้จะทั้งบรรยายเน้นย้ำหลายรอบ, ขึ้น Presentation, มีเอกสารประกอบ และทั้งมี “ล่าม” ด้วย...

ก็ยังมิอาจทำให้ผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย เข้าใจอย่างถ่องแท้ได้

...

หลังจบงาน...ทีมงานก็นั่งหารือวิเคราะห์หาข้อสรุปกันว่า สาเหตุที่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก อาจจะเกิดจากอะไรได้บ้าง?

แล้วเราก็สรุปได้ว่า

หนึ่ง...เรื่องที่ทีมนำเสนอ...เป็น Paradigm ใหม่ ที่ยังไม่เคยมีมาก่อน

สอง...ทีมงานเองก็อาจจะยังบรรยายได้ไม่ละเอียดพอ ด้วยข้อจำกัดด้านภาษาและเวลาที่ไม่เอื้ออำนวย

สาม...ผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย...มีกรอบประสบการณ์เดิมและตำแหน่งข้าราชการระดับสูง ครอบอยู่

...

การประเมินผลลัพธ์ของการบรรยายสรุปนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมาก 

เพราะผลการประเมินนั้น จะถูกนำมาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการบรรยายสรุปสำหรับประเทศต่อไป

รวมถึงจะถูกนำไปปรับปรุงในส่วนของ Presentation, เอกสารประกอบ และส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อีกด้วย

...

หันกลับมามองตัวเราเองบ้าง

โดยมากแล้ว ผู้คนทั่วไป มักจะละเลยในการประเมินผลลัพธ์...ทั้งผลลัพธ์ของงาน และผลลัพธ์ของชีวิต

หลายคนจึงมีชีวิตแบบจำเจและจำใจ...อยู่แบบเบื่อๆ ไปเรื่อยๆ แบบไม่เป็นเดือดเป็นร้อน

ดังนั้น ถ้าเราต้องการจะหลุดออกจากวังวนเดิมๆ...เราก็ต้องกล้าลอง “เปลี่ยนวิถี” ของตัวเองดู

...เริ่มง่ายๆ จากการประเมินอดีต เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน และนำไปสู่การกำหนดอนาคตที่เราต้องการครับ...

#NoteToSelf:

  • งานที่ท้าทาย...มักจะมาพร้อมกับความยาก / แต่งานยาก กับงานที่ทำไม่ได้...มันต่างกัน
  • ดังนั้น การเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ จึงต้องเริ่มด้วยการทำให้คน “เปิดใจ” แล้วค่อย “เปิดสมอง”...เพราะบ่อยครั้ง คน “เข้าใจ” แต่ “ไม่ยอมรับ” เสียมากกว่า

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....