Skip to main content

Post#5-350: เครื่องดับเพลิง

Post#5-350:
แทบทุกบ้าน น่าจะมีเครื่องดับเพลิงติดบ้านไว้...แต่มีแค่บางบ้านเท่านั้น ที่มีโอกาสได้หยิบเครื่องดับเพลิง มาใช้

เครื่องดับเพลิงจึงถือเป็นอุปกรณ์หนึ่ง...ที่ถ้าเป็นไปได้ เราไม่เคยอยากจะหยิบมันมาใช้เลย

แต่เป็นอุปกรณ์ที่เมื่อมีติดบ้านไว้...ก็ทำให้อุ่นใจได้มากกว่า

...

แล้วในชีวิตจริงของเราล่ะครับ?

เรามีเครื่องดับเพลิงติดใจไว้บ้างมั๊ยหนอ?

เพลิงไหม้บ้าน หรือไฟไหม้บ้าน...อาจเป็นเรื่องที่เกิดจากความโชคร้ายหรือความประมาท

แต่ไฟไหม้ใจ...เป็นเรื่องของทางเลือก!

...

เมื่อไรที่ไฟไหม้ใจ...เมื่อนั้นก็คือเรามีไฟโกรธ, ไฟแค้น, ไฟเศร้า หรือไฟแห่งอารมณ์มิจฉา เกิดขึ้นในอก

บ่อยครั้ง ที่เราไม่อาจห้ามใจได้ทัน...ไฟมิจฉาเหล่านี้ จึงเกิดขึ้น

เอาจริงๆ ตราบเท่าที่เรายังเป็นปุถุชน...มันก็เป็นเรื่องยากมาก ที่เราจะบังคับใจไม่ให้เกิดไฟในอกขึ้น

แต่เมื่อไฟมิจฉานั้นไหม้ขึ้นแล้ว...เรามีเครื่องดับเพลิงที่ดีพอ จะดับไม่ให้ไฟเผาเราจนมอดไหม้เกินงาม ได้หรือไม่?

...

ดังนั้น เราจึงต้องค้นดูให้จงดีครับ...ว่าอะไรเหมาะกับการเป็นเครื่องดับเพลิงในใจของเรากันแน่?

บางคนใช้ความรัก, บางคนใช้ความเมตตา, บางคนใช้อุเบกขา หรือบางคนก็ใช้อโหสิ

...ก็แล้วแต่ถนัดเลยครับ

...

แต่จงจำไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดไฟมิจฉาอะไรในใจของเรา...ก็ไม่เป็นผลดีกับเราทั้งสิ้น

ก็ในเมื่อเรารู้ตัวดีว่า ยังไงก็ห้ามไฟไม่ให้ไหม้ไม่ทัน...เราก็ต้องรู้จักดับไฟให้เร็ว

อย่าลืมนะครับ...ว่าไฟมิจฉาน่ะ ทำร้ายเราเป็นคนแรก

แล้วก็อย่าลืมนะครับ...ว่ายิ่งปล่อยให้ลามไปไหม้คนอื่น ก็ไม่ได้ทำให้แผลไฟไหม้ของเราลดน้อยลง

...แปลว่า ดับไฟมิจฉาได้เร็วเท่าไร...ความเสียหายก็น้อยลงเท่านั้น...จริงมั๊ยครับ?...

#NoteToSelf:

  • อย่าคิดว่าเครื่องดับเพลิงนั้น ไม่จำเป็น...เพราะแม้ไม่อยากใช้ หรือมีโอกาสใช้ไม่บ่อย แต่ถ้าต้องการจะใช้แล้วไม่มี มันคือหายนะ
  • อย่าคิดว่า การติดเครื่องดับเพลิงไว้ในใจ ก็ไม่จำเป็น...เพราะเมื่อปล่อยให้ไฟมิจฉาลามจนท่วมใจ เราอาจเสียใจจนวันตายในภายหลัง
  • หาเครื่องดับเพลิงให้เหมาะกับจริตของตัวเรา...อย่างน้อยก็เพื่อตัวเรานั้นแล

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...