Skip to main content

Post#5-357: เพลิงโทสะ

Post#5-357:
ผมมีเพื่อนหลายๆ คนที่เป็นพวกโกรธง่ายหายเร็ว...พูดผิดหูนิด หรือทำอะไรขัดใจหน่อย ก็อาจจะมีโวยวายหรือชักสีหน้าบ้าง

บ่อยครั้งที่ผมเห็นเพื่อนๆ เป็นแบบนี้...แล้วก็เห็นว่ามันไม่ค่อยจะเข้าท่าสักเท่าไร

หากแต่ ผมก็ได้แต่สะกดใจตัวเองไว้...ว่าอย่าไปยุ่งไปเตือนจะดีกว่า

เปล่าครับ...ผมไม่ได้คิดจะดูดาย ปล่อยให้เพื่อนทำอะไรผิดๆ

แต่เป็นเพราะเอาจริงๆ แบบไม่เข้าข้างตัวเอง...ผมว่า ผมก็เป็นหนึ่งในพวกโกรธง่ายหายเร็วด้วย นั่นเอง

...

คงไม่เป็นการพูดเกินจริง ถ้าผมจะสรุปว่า นิสัยส่วนตัวของคนเรานั้น...แก้ได้ยาก (หรือที่เรามักใช้คำว่า “สันดาน” นั่นล่ะครับ)

แต่ผมพบว่า...คนเราสามารถทำให้ความเข้มข้นของนิสัยส่วนตัวนั้น เจือจางลงได้บ้าง

และตัวเจือจางนิสัยได้ดีที่สุด ก็คือ “สติ” นั่นเองล่ะครับ

เช่น เมื่อไรที่เราโกรธ ก็ให้รีบรู้สึกตัวให้เร็ว ว่าเรากำลังโกรธ

เมื่อรู้ตัวว่ากำลังโกรธ...ก็ให้รีบเจริญสติปล่อยวางหรือผ่อนคลาย

...

แรกๆ ก็ยากเอาการครับ...เราแทบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำว่ากำลังโกรธ หรือบ่อยครั้งที่รู้ตัวว่ากำลังโกรธ แต่ก็ไม่อาจหักใจให้หายโกรธได้

ผ่านชีวิตมาจนเกินหลักสี่ ผมพบว่า บางครั้งเราก็จำต้องดัดสันดานตัวเรา...ด้วยการได้รับบทเรียนราคาแพงบ้างเหมือนกัน

เพราะอารมณ์โกรธแบบชั่ววูบ...อาจส่งผลร้ายกับเราแบบต่อเนื่องและยาวนาน อย่างที่เราไม่คาดคิด

...

ลงว่าต้องเดือดร้อนเพราะความโกรธของตัวเองบ่อยๆ...แล้วก็ยังไม่ไม่รู้จักจำหรือเข็ดหลาบ แล้วล่ะก็

ก็แปลว่า เราเองก็เป็นพวกไม่รู้จักโต ยังไม่บรรลุนิติภาวะทางอารมณ์ หรือเป็นพวก EQ อ่อนด้อย นั่นเอง

ดังนั้น ถ้ารู้ตัวว่าโกรธง่าย...ก็ต้องสอนตัวเองให้รู้จักคลายให้เร็ว

ถ้ารู้ตัวว่าโกรธจนทำอะไรผิดต่อคนอื่น...ก็ต้องรู้จักขอโทษให้เป็น

โกรธให้เป็น...จึงเป็นเรื่องที่สมควรสอนตัวเองให้ชำนาญ

...หากแต่ รู้ตัวให้ทันก่อนโกรธน่ะ เป็นเรื่องสมควรยิ่งกว่า...

#NoteToSelf:

  • ใครๆ ก็โกรธได้...แต่ไม่ใช่ใครๆ ก็โกรธเป็น
  • ไม้ขีดไฟก้านเดียว เผาป่าทั้งผืนให้วอดวายได้ฉันใด...ความโกรธที่ขาดสติกำกับ ก็อาจเผาชีวิตของเราให้วอดวาย ได้ฉันนั้น
  • นอกจากจะต้องรู้ทันโลกแล้ว...เราก็จำต้อง “รู้ทันตนเอง” ด้วย

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....