Skip to main content

Post#5-339: เครียดหนอ

Post#5-339:
ช่วงนี้ผมมีเรื่องให้เครียดหลายต่อหลายเรื่อง...ประกอบกับเป็นช่วงที่ทำงานหนักมาก แถมยังต้องเดินทางบ่อยๆ

แต่ไม่ว่าจะเครียดยังไงก็ตาม...เมื่อถึงบ้าน ผมจะ “ปิดสวิตซ์” ความเครียดทันที

หลายๆ คนอาจสงสัยว่า ไอ้เจ้าความเครียดนี่...มันปิดสวิตซ์กันได้ด้วยเหรอ?

...

ก็ไม่รู้สิครับ...

แม้ว่าเจ้าความเครียดนี่ มันอาจจะยังแฝงอยู่ใน subconscious ของเราก็ตาม...แต่เมื่อใดที่อยู่บ้าน แล้วรู้สึกตัวว่ากำลังเผลอคิดเรื่องงานแล้วเครียด...

ผมก็จะรีบกระตุกตัวเองกลับมาทันที!

เอาจริงๆ ก็เพราะ...บ่อยครั้งที่เครียดไปก็เท่านั้น จะเครียดยังไง ก็ต้องรอไปแก้ที่ office อยู่ดี

ดังนั้น เราจึงต้องรู้จักเตือนตัวเองให้ “ปล่อยวาง” หรือ “เครียดให้เป็นเวลา” ให้เป็นนิสัยให้ได้

แรกๆ ก็ยากหน่อยครับ...แต่ถ้าฝึกบ่อยๆ แล้วก็จะเห็นจริงตามที่ผมว่า

...

Maureen Killoran นักเขียนชาวแคนาดา ได้อธิบายถึงเรื่องความเครียดไว้อย่างน่าสนใจมาก ดังนี้ครับ

“Stress is not what happens to us. It’s our response to what happens, and response is something we can choose.”

แปลว่า “ความเครียดไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เป็นกิริยาตอบสนองของเราที่มีต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ต่างหาก, และกิริยาตอบสนองก็เป็นสิ่งที่เราเลือกได้”

ถ้าอ่านแล้วยังงงๆ...ผมเรียบเรียงให้ใหม่ก็แล้วกันครับ

Maureen กำลังหมายความว่า...

จริงๆ แล้ว ความเครียดมันเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเอง...ซึ่งมันก็เป็นผลจากการตอบสนองของเราต่อสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นเอง

แล้วก็อย่าลืมที่ Maureen บอกตอนท้ายประโยคเสียล่ะครับ

...เราเลือกได้...ว่าจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างไร!...

#NoteToSelf:

  • การปล่อยให้ตัวเราเครียดอยู่ตลอดเวลา...ก็ไม่ต่างจากการบิดหนังยางให้เป็นเกลียวไว้ตลอด / ก็ถ้าไม่คลายเสียบ้าง...ช้าหรือเร็ว มันก็ขาดน่ะสิ
  • ในเมื่อทำงาน ยังมีหยุดพัก...ก็แล้วทำไมไม่คิดจะหยุดพักความเครียดบ้าง?
  • แล้วคำสอนของหลวงปู่ชาฯ ก็แว่บขึ้นมาอีกครา #โลกไม่ได้วุ่นวายใจเราต่างหากที่วุ่นวาย

Comments

Popular posts from this blog

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#5-365: กรรมเก่า...หรือเราเอง?

Post#5-365: เชื่ออย่างผมมั๊ยครับ ... ว่าถ้าไม่นับรวม “ นิพพาน ” แล้วล่ะก็ ... การสิ้นสุดใดๆ อาจย่อมหมายถึงการเริ่มต้นบางอย่างใหม่เสมอ ? ผมเชื่ออย่างนั้นไม่น้อย ... ก็เพราะชีวิตของเรา ... ล้วนแต่เป็นไปตาม หรือเต็มไปด้วย “ วัฎฎะ ” ( แปลว่า “ การเวียน ”) ... ลองคิดตามดูก็ได้ครับ ผิดซ้ำๆ ซากๆ , อกหักซ้ำๆ ซากๆ , จนซ้ำๆ ซากๆ , เจ็บซ้ำๆ ซากๆ ... และอีกสารพัดที่เราเป็น , ทำ หรือเจอ แบบซ้ำๆ ซากๆ แต่เราเคยฉุกคิดบ้างมั๊ยหนอ ... ว่าทำไมความซ้ำๆ ซากๆ แบบนี้ ถึงเกิดขึ้นกับตัวเราแบบซ้ำๆ ซากๆ ? เป็นเพราะ “ กรรมเก่า ”? หรือเอาจริงๆ ... เป็นเพราะเรานั่นล่ะ ที่ไม่เคยสำนึกที่จะเรียนรู้จากความซ้ำๆ ซากๆ เหล่านั้น ? ... ถ้าเป็นเพราะกรรมเก่าจริง ... ก็แล้วทำไมเราไม่ ถูกซ้ำไปซ้ำมา , สำเร็จจนเบื่อ หรือรวยจนเกินรวย บ้าง ? ทำไมต้องมีแต่เรื่องไม่ดีเท่านั้น ... ที่ต้องเกิดขึ้นกับเรา ? งั้นถามใหม่ว่า ... ตกลงเป็นเพราะกรรมเก่า หรือตัวเราเอง ? ... รวมความแล้ว ... ถ้าเราไม่คิดจะปรับปรุงตัวเราให้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ก็อย่าหวังเลย .....