Skip to main content

Post#5-353: น้ำครึ่งแก้ว, น้ำเต็มแก้ว และแก้วเปล่าคว่ำ

Post#5-353:
เช้าวันนี้...ผมไปไหว้สารทจีน ที่บ้านอาม่า เลยมีโอกาสได้พบกับญาติๆ หลายคน

บางคนขอปรึกษาผมถึงแนวทางในการทำธุรกิจ และบางคนก็เล่าสู่กันฟังถึงเรื่องปัญหาในครอบครัว

ผมก็ให้คำปรึกษาและคำปลอบใจไป...เท่าที่ความรู้และความสามารถของผมพึงจะมี

...

ส่วนช่วงบ่ายของวันนี้...ผมไปประชุมกับทีมงานของลูกค้า ที่พึ่งจะเริ่มต้นธุรกิจใหม่ที่แตกต่างจากเดิมในระดับ diversification

หลังจากฟังรายงานสรุปจากทีมงานแล้ว...ผมก็ยิงคำถามเป็นชุดๆ เพื่อให้สามารถประเมินสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น

ส่วนมากคำตอบที่ได้จากทีมงาน...คือความเงียบและความอึ้ง

เงียบ...เพราะไม่รู้ข้อมูล

ส่วนอึ้ง...เพราะไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่าต้องรู้ข้อมูลนี้ด้วย

...

เอาจริงๆ ผมไม่เคยท้อกับการสอนงานคนที่ไม่รู้”...แม้แต่น้อย

ผมมักจะท้อกับคนที่คิดว่าตัวเองรู้ดีแล้วเสียมากกว่า

เพราะส่วนมาก คนแบบแรก...เป็นพวกน้ำไม่เต็มแก้ว

คนแบบหลัง...ส่วนมากเป็นพวกน้ำเต็มแก้วบ้าง หรือเป็นแก้วเปล่าที่คว่ำอยู่บ้าง

...

ทั้งครึ่งเช้าและครึ่งบ่าย...ต่างก็มีทั้งกลุ่มน้ำครึ่งแก้ว, น้ำเต็มแก้ว และแก้วเปล่าคว่ำ ปะปนกันอยู่

ความท้าทายของที่ปรึกษาฯ สำหรับแต่ละกลุ่ม...ก็คือ

กลุ่มน้ำครึ่งแก้ว...จะเติมน้ำใหม่ให้ผสมกับน้ำเดิมที่มีอยู่ ให้กลมกลืนกันได้ยังไง?

กลุ่มน้ำเต็มแก้ว...จะใช้วิธีใดทดน้ำเดิมออกจากแก้ว เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับเติมน้ำใหม่?

กลุ่มแก้วเปล่าคว่ำ...จะทำยังไงดี ให้พวกเค้ายอมหงายแก้ว แล้วก็ยอมให้เราเติมน้ำลงไป?

...ไม่รู้น่ะ เรื่องเล็ก...ไม่อยากรู้, ไม่รับรู้ และไม่ยอมรู้น่ะสิ ที่เป็นเรื่องใหญ่!...

#NoteToSelf:

  • ผู้คนส่วนมากไม่ค่อยชอบฟัง, ไม่พร้อมจะเข้าใจ และไม่ชินกับการเปิดใจ...ดังนั้น ก่อนจะเข้าถึงใคร...ก็ต้องเริ่มจากเข้าใจเค้าให้ได้ก่อน
  • จริตของผู้รับคำปรึกษานั้น โดยมากไม่เหมือนกัน และไม่เหมือนเราแน่นอน...เราจึงต้องปรับคำปรึกษาให้ตรงจริต
  • ระหว่างให้คำปรึกษา...เราเองก็ได้ข้อมูลมาปรับปรุงตัวเราให้เก่งขึ้น, แกร่งขึ้น และกล้าขึ้นด้วย #รักงานที่ปรึกษาที่สุดในโลก

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...