Skip to main content

Post#5-347: Blue Ocean of Life

Post#5-347:
เที่ยงที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ทานข้าวกับเพื่อนรุ่นพี่ที่รักมากอีกท่านหนึ่ง

ตอนหนึ่งของการสนทนา เราคุยกันถึงเรื่องสภาพเศรษฐกิจทั่วๆ ไป รวมไปถึงการค้าการขายโดยรวม

ช่วงหลังๆ มานี้ ผู้ที่อยู่ในแวดวงการค้าปลีก...โดยเฉพาะนำเข้าสินค้ามาจากจีน ต่างก็ได้รับผลกระทบกันไปทั่ว

สาเหตุหลักๆ ก็มาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทำให้การเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้านสินค้าและราคา...เป็นไปได้ง่ายเพียงแค่ขยับนิ้ว

...

เมื่อการนำเข้าสินค้าจากจีน กลายเป็นเรื่องง่าย...การแข่งขันด้านราคา จึงกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสามัญธรรมดา

และนั่นก็กลายเป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านสำคัญ...

ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจการนำเข้าสินค้าจากจีน ได้เปลี่ยนสีของน่านน้ำ”...จากครามเป็นแดงไปแล้ว อย่างสมบูรณ์

...

เอาจริงๆ แทบจะทุกธุรกิจ...ต่างก็กำลังมุ่งออกจากน่านน้ำสีคราม (Blue Ocean) ไปสู่น่านน้ำสีแดง (Red Ocean) ทั้งสิ้นล่ะครับ

เมื่อเราเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ...ไม่ช้าไม่นาน ก็จะมีคนทำตาม และหากลยุทธ์มาต่อสู้

ยิ่งมีคนเข้าร่วมในการรณยุทธ์มากขึ้นและมากขึ้น...น่านน้ำก็จะถูกย้อมด้วยสีแดงของเลือดจากการรณยุทธ์นั้น จนลบล้างความสดใหม่ของน่านน้ำสีครามไปจนสิ้น

ถ้าเราไม่อยากตกอยู่ในการรณยุทธ์แบบนี้ต่อไป...เราก็ต้องหมั่นออกเสาะแสวงหาน่านน้ำสีคราม ต่อไปเรื่อยๆ

...

นี่เอง ที่ผมย้ำนักย้ำหนาว่า...เรามิอาจนอนใจกับน่านน้ำสีครามที่เราอยู่ ได้เนิ่นนานจนเกินงาม

เรามิอาจรอให้สีครามกลายเป็นสีแดง”...แล้วจึงค่อยคิดขยับขยาย

เพราะถึงวันนั้น...เราอาจจะมองไม่ออกว่า สีแห่งน่านน้ำที่เราคุ้นเคยน่ะ มันได้เปลี่ยนสีไปแล้ว

...ดังนั้น จงอย่าหยุดหาน่านน้ำสีครามแห่งใหม่ ในขณะที่เรายังวนอยู่กับน่านน้ำเดิมที่เราคุ้นเคยนะครับ...

#NoteToSelf:

  • แต่ละวันที่ล่องเรืออยู่ในน่านน้ำที่เราคุ้นเคย...ได้สังเกตมั๊ย ว่ามันเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยอย่างไรบ้าง?
  • เรากำลังหยุดนิ่ง...ในขณะที่รอบข้างกำลังเปลี่ยนแปลงรึเปล่า?
  • ถ้ายังอยากอยู่ในน่านน้ำเดิมอย่างแข็งแรง...ต้องมั่นใจว่า ในแต่ละวันพรุ่งนี้ที่จะมาถึง เราต้องรบเก่งขึ้นกว่าวันนี้

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...