Skip to main content

Post#2-175: องค์ประกอบของความโกรธ

Post#2-175:
การที่ไฟจะลุกติดได้นั้น จะต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วนด้วยกัน คือ

หนึ่ง...เชื้อไฟ, สอง...ความร้อน และสาม...อากาศ

ขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ไฟย่อมลุกติดเป็นเปลวขึ้นไม่ได้

อารมณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอารมณ์มิจฉาก็เหมือนเปลวไฟ ยกตัวอย่างเช่น อารมณ์โกรธ จะเกิดเป็นรูปเป็นร่างได้ ต้องประกอบด้วย

หนึ่ง...มูลเหตุแห่งความโกรธ, สอง...การขาดสติ และสาม...ตัวเร่ง

เช่นกันว่า ขาดข้อใดข้อหนึ่งไป อารมณ์โกรธก็จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นไม่ได้

เชื้อไฟที่กองรวมๆ กัน เป็นบ่อเกิดของความร้อน และเมื่อมีอากาศมากระตุ้น เปลวไฟจึงลุกโชนขึ้น...มูลเหตุแห่งความโกรธที่สะสมไว้ จึงเป็นฐานแห่งความเศร้าหมอง ทำให้เราพร้อมที่จะขาดสติได้โดยง่าย และเมื่อมีตัวเร่งที่ยั่วยุ ความโกรธจึงปะทุเกิดเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

ความร้อนเป็นจุดเชื่อมของเชื้อไฟกับอากาศ เฉกเช่นเดียวกับการขาดสติเป็นตัวเชื่อมให้มูลเหตุแห่งความโกรธและตัวเร่งทำปฏิกิริยาได้เร็วขึ้น

เมื่อไม่เอาตัวเร่งมาเป็นอารมณ์ มูลเหตุแห่งความโกรธก็แสดงศักดาไม่ได้ สติจึงทำหน้าที่เป็นสลักนิรภัยของเรา ตราบเท่าที่สลักไม่หลุด ยังไงซะความโกรธก็ไม่เกิดเป็นรูปเป็นร่าง

คนที่มายั่วยุให้เราโกรธ...หากเราไม่โกรธตาม เดี๋ยวเค้าก็จะเป็นฝ่ายโกรธเอง ปล่อยให้เค้าอยู่ในสระน้ำเดือดไปเถอะครับ ส่วนเราก็อยู่ในสระน้ำเย็นไป สบายดีออก

ฟังดูเหมือนง่ายครับ แต่ในความเป็นจริง ตัวเร่งนั้นมีความเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะความเร็วต้นอาจจะเร็วจนสติจับไม่ทัน เผลอแว่บเดียว ตัวเร่งก็เข้าไปสิงในความโกรธ และทำให้ความโกรธวิ่งออกจากคอกได้โดยง่าย

แต่แม้ว่าจะจับความโกรธไม่ทันในทีแรก แต่ถ้าฝึกสติบ่อยๆ อย่างน้อยก็ยังไล่กวดไปจับความโกรธเข้าคอกได้อย่างไม่ช้าเกินไปครับ

เตือนตัวเองว่าอย่าโกรธนั้นยากครับ...แต่เตือนตัวเองให้รู้ว่ากำลังโกรธอยู่น่ะง่าย ทันทีที่รู้ตัวว่าโกรธ ก็ต้องพยายามต้อนความโกรธเข้าคอก ก่อนที่จะทำอะไรไม่ดีออกไป

เมื่อสติทำงาน ปัญญาก็เกิด...post นี้ เตือนตัวเองเป็นหลักเลยครับ ^^

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...