Skip to main content

Post#2-185: จรรยาแห่งภาษา

Post#2-185:
ระหว่างนั่งรอประชุมกับลูกค้าในโรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพฯ

ผมก็สั่งเครื่องดื่มมานั่งละเลียดจิบฆ่าเวลา เป็นน้ำผลไม้ปั่นธรรมดาๆ นี่ล่ะครับ แต่มีค่าตัวแก้วละกว่า 200 บาท

ตอนที่เสิร์ฟเครื่องดื่ม เค้าก็มีเสิร์ฟ snack มาให้ด้วย เพื่อให้รู้สึกว่าน้ำผลไม้ปั่นนั้นแพงน้อยลงหน่อย ^^

พอใกล้เวลานัด ผมก็สั่งเช็คบิล ระหว่างรอก็มี waitress ขึ้นมาเก็บแก้ว พร้อมกับถามผมว่า "เอา snack เพิ่มมั๊ยคะ?"

จริงๆ ผมก็ไม่ใช่เจ้าใหญ่นายโตมาจากไหน แต่ต้องขอบอกว่า ภาษาที่น้องเค้าใช้ ไม่น่าจะเหมาะกับโรงแรมระดับ 5 ดาวแบบนี้จริงๆ

สังเกตดูหน้าตาน้องเค้า ก็เห็นแต่ความใสซื่อบริสุทธิ์ เลยไม่แน่ใจว่า น้องเค้าเผลอพูด หรือโรงแรมไม่ได้มีการฝึกอบรมการใช้คำพูดมาก่อน

คะแนนด้านหัวใจบริการนี่ผมให้เต็มร้อย แต่คะแนนด้านการใช้คำพูดนี่ ทำให้ความประทับใจในภาพลักษณ์ของโรงแรมด้อยลงไปพอดู

โรงแรมอาจจะทำการอบรมเป็นอย่างดีแล้วก็ได้ แต่น้องเค้าอาจจะไม่นำพา หรืออาจจะเผลอไปจริงๆ (ซึ่งก็ควรจะขอโทษ) 

ผมไม่ได้โกรธหรือต่อว่าอะไรน้องเค้านะครับ เพียงแต่มานั่งคิดดูดีๆ ผมก็พบว่า เดี๋ยวนี้ความไตร่ตรองในการเลือกใช้ภาษาให้เหมาะกับผู้ที่เราสื่อสารด้วยนั้น ลดน้อยลงไปรึเปล่า?

ย่อมไม่เหมาะสม ถ้าเราจะพูดกับนายด้วยประโยคแบบเดียวกับที่พูดกับเพื่อนร่วมงาน, ย่อมไม่ดีแน่ ถ้าเราจะคุยกับพ่อเสมือนกำลังคุยกับเพื่อนที่มหา'ลัย

ในเมื่อเราไม่ได้มีสรรพนามแทนตัวแค่ I กับ You ดังนั้น ก็ต้องเลือกภาษาให้จงควรกับวัฒนธรรมและจรรยาที่งดงามแบบไทยๆ

...

ที่เล่ามานี่ ไม่ใช่ว่าผมต้องการเปิดประเด็นเรื่องชนชั้นทางสังคม เพราะผมมั่นใจว่า การมีสิทธิเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ กับการมีมารยาทและจรรยาที่ดีงามในการสนทนา เป็นคนละเรื่องกัน

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราคุยกับพ่อว่า "พ่อๆ ขอคุยด้วยหน่อยดิ" หรือ "ฮัลโหล นายเหรอ วันนี้ไม่ไปทำงานนะ ป่วยอ่ะ" หรือ "พระๆ หยุดก่อน จะใส่บาตร"

การที่สนิทกันมาก ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องละเลยความเคารพต่อผู้อาวุโส, ผู้มีศักดิ์ที่สูงกว่า และโดยเฉพาะผู้มีศีลที่สูงกว่า

อย่าเพิ่งตำหนิผมเลยครับ ที่ต้องบอกว่า เด็กรุ่นใหม่ๆ ส่วนหนึ่ง (ที่มีจำนวนมากเหลือเกิน) ที่มองข้ามและไม่ค่อยมีสัมมาคารวะทางด้านกิริยาและภาษาเอาซะจริงๆ

ถ้าไม่แคร์ว่าใครจะว่าอะไรเราก็ไม่เป็นไรหรอกครับ แต่ก็ควรจะห่วงชื่อเสียงและเกียรติยศของคุณพ่อ-คุณแม่ หรือนามสกุลของตัวเองไว้บ้าง

เดี๋ยวท่านจะเดือดร้อนเพราะเราโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปด้วย -"-

Comments

Popular posts from this blog

Post#2-227: Corrective Action vs Preventive Action

Post#2-227: วันนี้ผมมีโอกาสดีได้เข้าร่วมประชุมกับบริษัทมหาชนแห่งหนึ่ง หลักใหญ่ใจความสำคัญของการประชุมก็คือการติดตามยอดขายของสินค้าสำคัญบางรายการ ซึ่งขายช้ากว่าปกติ ภาพหนึ่งที่สามารถใช้ประเมินความแข็งแกร่งขององค์กร ก็มักจะถูกสะท้อนผ่านการประชุมไล่ยอดขายนี่แหละครับ เพราะยอดขายถือเป็นเป้าหมายสุดท้ายขององค์กรที่แสวงหาผลกำไรทั้งปวง เมื่อไล่ยอดขายครั้งใด ก็มักจะพบสาเหตุของปัญหา และจะสามารถประเมินระดับขององค์กรและผู้บริหารได้จากวิธีการ response ต่อปัญหาที่พบ บางองค์กรเก่งในการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่บางครั้งกลับไม่ได้มองไปถึงการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน และมีอีกหลายองค์กรที่ชวนคุยเรื่องการวางแผนป้องกันไฟไหม้ แทนที่จะหาวิธีดับไฟที่กำลังไหม้องค์กรอยู่ บ่อยครั้งที่การไม่ลำดับความสำคัญก่อนหลังในการแก้ปัญหา มักจะส่งผลเสียมากกว่าที่จะประเมินได้ ดังนั้น ทุกคนในองค์กรจึงต้องจัดการกับไฟที่ไหม้อยู่ตรงหน้า ก่อนที่จะมาวางแผนป้องกันไฟไหม้ ซึ่งปีก่อนผมก็พูดถึงเรื่องนี้ไปครั้งหนึ่งแล้ว (Post#224) และแน่นอนว่า ไม่ใช่เก่งแต่การดับไฟตะพึดตะพือ หากต้องวางแผนป้องกันไม่ให้ไฟไหม้ซ้ำๆ ซากๆ ด้วย หาไ...

Post#355: ทำได้ vs ทำเป็น

Post#355: ส่วนใหญ่แล้ว เรามักแยกแยะไม่ค่อยถูกว่า ระหว่าง "ทำได้" กับ "ทำเป็น" น่ะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน "ทำได้" แปลว่า ทำได้ ขอให้แค่เสร็จๆ ไป ไม่ต้องสนใจว่างานออกมาดีมั๊ย ส่วน "ทำเป็น" แปลว่า ไม่ใช่แค่สักแต่ลงมือทำ แต่ต้องทำให้ได้ดีด้วย ถ้ายังงงๆ ผมจะยกตัวอย่างเพิ่มให้นะครับ คนที่ขับรถได้ มีความสามารถในการทำให้รถเคลื่อนที่ไปได้ แต่อาจจะเป็นพวกที่ขับรถแบบไร้มารยาท, ขับรถอันตราย หรือขับรถเห็นแก่ตัว, ฯลฯ ส่วนคนที่ขับรถเป็นนั้น นอกจากสามารถบังคับให้รถเคลื่อนที่ได้แล้ว ยังใส่ใจคนที่ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆ ด้วย เรียกว่าขับรถอย่างมีคุณภาพและคุณธรรม ^^ ตีกอล์ฟได้ก็คือเหวี่ยงไม้ให้ลูกกอล์ฟไปข้างหน้า แต่ตีกอล์ฟเป็น นอกจากเหวี่ยงไม้ให้ลูกไปข้างหน้าแล้ว ยังต้องใส่ใจคนที่เล่นกอล์ฟอยู่รอบๆ ทั้งก๊วนเรา ทั้งต่างก๊วนด้วย พอเห็นความต่างชัดขึ้นมั๊ยครับ? ขับรถได้จึงต่างจากขับรถเป็น, เล่นกอล์ฟได้จึงต่างจากเล่นกอล์ฟเป็น ฉะนี้ ดังนั้น "ทำงานได้ " กับ "ทำงานเป็น" นั้น คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันแน่ๆ เอ...หรือว่าผมก็แค่ "โพสต์ได้...

Post#4-016: I'm authentic of being inauthentic...

Post#4-016: ช่วงหลายปีหลังๆ มานี้ ผมมักจะได้ยิน Guru ด้าน Personality และ Leadership หลายๆ ท่าน ออกมาสอนเรื่อง Authenticity อันว่า Authenticity นี้ แปลแบบสละสลวยก็คือ ความเป็นเนื้อแท้, เข้าใจยากไปใช่มั๊ยครับ งั้นแปลใหม่แบบบ้านๆ ว่า ความตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อม ยกตัวอย่างเช่น เรารู้สึกอะไรอย่างไร เราก็จริงใจที่จะบอกออกไป...เพื่อนชวนไปเที่ยวกลางคืน เราก็บอกออกไปตรงๆ เลย ว่าไม่เอาอ่ะ ไม่อยากไป...แบบนี้เป็นต้น ... ในความเข้าใจของผมนั้น Authenticity ในมุมมองของ Personality กับ Leadership นั้น ไม่เหมือนกัน การที่เรามีบุคลิกที่ authentic นั้น หมายถึงเราเป็นคนที่ค่อนข้างเปิดเผย ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม ส่วนการที่เราเป็นผู้นำแบบ authentic นั้น หมายถึง การที่เราทำอะไรอย่างจริงจัง มุ่งมั่น และทำได้จริงอย่างที่พูด แต่ Authentic Leader จำเป็นจะต้องมี Authentic Personality ด้วยรึเปล่านะ? ... ผมมิอาจสรุปแทน Leader ท่านอื่นๆ ได้...แต่สำหรับตัวผมเอง ยอมรับอย่างไม่ลังเลเลยว่า "Sometimes you have to be authentic of being inauthentic..." แปลว่า "บางครั้งเราจำเป็นต้องเปิ...